ไลฟ์สไตล์

ภาษาไทยไม่ตายหรอกน่า

ภาษาไทยไม่ตายหรอกน่า

29 ก.ค. 2555

หนังสือที่เธอถือมา : ภาษาไทยไม่ตายหรอกน่า : โดย ... ไพวรินทร์ ขาวงาม

..........

 


1.

“ตอนเรียนอยู่ปี 2  มีการจัดอภิปรายหน้าพระที่นั่ง  เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2505  เกี่ยวกับเรื่องการเรียนการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง  ซึ่งผมและเพื่อนๆ เด็กปี 1-2 ก็เขย่งยืนอยู่หลังห้องปี 4  ผู้อภิปรายท่านหนึ่งคืออาจารย์หม่อมหลวงบุญเหลือ  เทพยสุวรรณ  ท่านขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอภิปรายเป็นภาษาสามัญ ซึ่งเข้าทางของอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช  พอถึงคราวท่านขึ้นมาอภิปรายก็ต่อว่า ม.ล.บุญเหลือ ว่าเป็นครูบาอาจารย์ภาษาไทยได้ไง  เมื่ออภิปรายต่อหน้าพระที่นั่งก็ต้องใช้ราชาศัพท์ให้เป็นตัวอย่าง  เกิดเป็นวิวาทะย่อยๆ หน้าพระที่นั่ง  จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำรัส  คนฟังก็ได้ความรู้  ความสนุก  และรู้สึกมีบุญที่ได้ฟังพระราชดำรัส  ต่อมาทางราชการได้ถือเอาวันนี้เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้”

          ก่อนเสียชีวิต-คุณชูเกียรติ  อุทกะพันธุ์  เขียนเล่าไว้ในหนังสือ “มะเร็งขึ้นสมอง”  ย้อนถึงตอนเรียน คณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปีที่ทางราชการถือเอาเป็นวันภาษาไทยดังกล่าว  ก็ประมาณเดือนกรกฎาคม 2542

 

2.

ในรอบหลายปีมานี้  อยู่ๆ ผมก็กลายเป็นคนที่ไม่ค่อยว่างขึ้นมา  เมื่อถึงปลายเดือนมิถุนายน และ กรกฎาคม

          26 มิถุนายน ก็ “วันสุนทรภู่”  29 กรกฎาคม ก็ “วันภาษาไทยแห่งชาติ”

          ครูบาอาจารย์ตามโรงเรียนต่างๆ ซึ่งจัดกิจกรรมวันดังกล่าวเป็นธรรมเนียมอยู่แล้ว  ก็พยายามสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กิจกรรมตัวเอง  แทนที่จะมีแต่กระดานนิทรรศการ  ให้นักเรียนแต่งกายแบบไทย  แสดงละครจากวรรณคดี  ขับเสภาหรืออ่านทำนองเสนาะ  ก็หางบประมาณเพิ่มในการเชิญคนเขียนหนังสือหรือคนร้องเพลงจากนอกโรงเรียน เพื่อช่วยสร้างบรรยากาศของกิจกรรม  

          คนเขียนหนังสือหลายคนจึงไม่ค่อยว่างกัน  ผมเอง-ถ้าว่างก็ยินดีถ้ามีผู้ติดต่อมา  คือช่วยกันตามกำลัง  ครูภาษาไทยกับคนเขียนหนังสือไทย  ก็อยู่ในสถานะเป็นเครือข่ายกัน  ถ้าครูอ่านหนังสือและส่งเสริมให้นักเรียนอ่านหนังสือ  คนเขียนหนังสือก็สามารถแทรกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งได้  อย่างน้อยก็สร้างบรรยากาศและแรงบันดาลใจ  นักเรียนหลายคนไม่อ่านหนังสือมาก่อน  ก็เริ่มอ่านและมักหาหนังสือติดไม้ติดมือกลับบ้าน  มีไม่น้อยที่เติบโตด้วยการอ่าน  พัฒนาตัวเองไปอ่านหนังสือที่มากกว่าครูแนะนำ  กระทั่งกลายเป็นคนเขียนหนังสือที่ไปได้ไกลกว่าคนเขียนหนังสือที่เคยไปให้แรงบันดาลใจในตอนเรียนหนังสือเสียอีก

          โดยส่วนตัว-ไม่ได้คิดจะไปสั่งสอนให้ใครอ่านใครเขียน  หรือให้ใครเก่งภาษาไทย  ก็แค่ไปสร้างบรรยากาศและให้แรงบันดาลใจนั่นแหละ  บางทีเกรงใจครูบาอาจารย์ภาษาไทย ที่ต้องเจียดสตุ้งสตังค์เล็กๆ น้อยๆ จากงบประมาณจำกัดจำเขี่ยมาเป็นค่าพาหนะให้  เคยคิดว่าถ้านำค่าใช้จ่ายส่วนนั้นไปซื้อหนังสือดีๆ เข้าห้องสมุดจะดีกว่าไหม?  คำตอบหนึ่งจากครูก็คือ  หนังสือเข้าห้องสมุดก็เข้าอยู่  แต่เด็กก็ใช่ว่าจะสนใจอ่านสักเท่าไหร่  จึงจำต้องรอ “แรงบันดาลใจตัวเป็นๆ” จากข้างนอกโรงเรียนนั่นแหละ

          อย่างไรก็เถอะ  สิ่งที่มักจะได้ยินบ่อยๆ ก็คือ “เสียงครวญจากครูภาษาไทย”  เป็นเสียงครวญแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ  ข้องใจ  ไม่เข้าใจ  กระทั่งลังเลใจ  ว่ากิจกรรมการเรียนการสอนภาษาไทยจะอยู่และก้าวไปทางไหน?  เมื่อผู้บริหารโรงเรียนส่วนไม่น้อยมักมองเห็นคุณค่าภาษาไทยเป็นอันดับท้ายๆ

          บางครูถึงกับครวญ-เข้าสู่ประชาคมอาเซี่ยนแล้ว  ภาษาไทยจะยังจำเป็นอยู่หรือไม่?

 

3.        

ผมไม่ใช่ครูภาษาไทย  ไม่ได้อยู่กับหลักสูตรการเรียนการสอน  ไม่ได้อยู่กับการบริหารจัดการบุคลากรในโรงเรียน  ก็ไม่ได้เครียดหรือกลุ้มอะไรในเรื่องนี้ 
แต่-ลองให้เข้าไปเป็นครูบาอาจารย์สอนประจำ  ผมอาจกุมขมับร้องเพลง “เสียงครวญจากครูภาไทย” ก็เป็นได้    

          เถอะน่า-ภาษาไทยก็ต้องอยู่นั่นและคุณครู  คนไทยจะปล่อยให้ภาษาไทยตายได้อย่างไร?

 

 

--------------------

(หนังสือที่เธอถือมา : ภาษาไทยไม่ตายหรอกน่า : โดย ... ไพวรินทร์ ขาวงาม)