
'ทวิตเตอร์'เครื่องมือของผู้นำประเทศ
'ทวิตเตอร์' สื่อโซเชียลมีเดียที่ใช้กันหลากหลายในปัจจุบัน เครื่องมือของผู้นำประเทศ
สื่อโซเชียลมีเดียที่มีให้ใช้กันหลากหลายในปัจจุบัน ทั้งเฟซบุ๊ก ที่ครองอันดับหนึ่งเว็บไซต์โซเชียลมีเดียระดับโลก ด้วยมวลสมาชิกที่เพิ่มขึ้นทุกวัน เข้าใกล้หลัก 1,000 ล้านคน เข้าไปทุกที อินสตาแกรม แอพพลิเคชั่นยอดฮิตบนสมาร์ทโฟน ที่ให้พื้นที่แชร์เรื่องราวผ่านรูปถ่ายที่แพรวพราวไปด้วยเทคนิคการปรับแต่งภาพให้ดูแปลกตา เรียกความสนใจจากเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มก้อนเดียวกันได้เป็นอย่างดี หรือ ทวิตเตอร์ นกกระจิบตัวน้อย แต่มีพลังในการขับเคลื่อนมวลชนผ่านข้อความสั้นๆ เพียง 140 ตัวอักษร จนทำให้บัลลังก์ผู้นำเผด็จการในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือต้องโค่นล้มลงมาแล้ว ในเหตุการณ์ "อาหรับสปริง" ที่ปะทุขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ล้วนมีพัฒนาการมาจาก "กระดานอิเล็กทรอนิกส์" หรือ อิเล็กทรอนิกส์ บูเลติน บอร์ด (Electronic Bulletin Board) ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้วรู้จักกันเป็นอย่างดี
ในสมัยนั้นการเขียนข้อความลงบนกระดานอิเล็กทรอนิกส์ต้องใช้ทักษะความเชี่ยวชาญค่อนข้างมาก เพราะผู้ใช้งานจะต้องจดจำคำสั่งต่างๆ มากมายกว่าจะเข้าถึงและเขียนข้อความบนบอร์ดได้ทั้งยังไม่มีกราฟฟิกสวยๆ หรือลูกเล่นแพรวพราวเช่นเดียวกับแอพพลิเคชั่น หรือเว็บไซต์โซเชียลมีเดียในปัจจุบัน
ที่เกริ่นเสียยืดยาวก็เพื่อจะนำเข้าเรื่องราวเกี่ยวกับกระแส "ทวิโพลเมซี" (อ่านว่า ทะ-วิ-โพล-เมซี) ที่เกิดจากการผสมคำว่า "ทวิตเตอร์" เข้ากับ "ดิโพลเมซี" ที่แปลว่า ทางการทูต เพื่ออธิบายถึงกระแสความนิยมในการใช้ทวิตเตอร์ของผู้นำประเทศที่ใช้ทวิตเตอร์เป็นสื่อในการสร้างกระแสต่างๆ
บริษัทประชาสัมพันธ์ เบอร์สัน-มาร์สเทลเลอร์ เปิดเผยผลการศึกษาบัญชีผู้ใช้ทวิตเตอร์ 264 บัญชีของผู้นำรัฐบาลใน 125 ประเทศ ที่ถือเป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทวิตเตอร์กับผู้นำประเทศครั้งแรกของโลก ระบุว่า 30% ของทั้ง 264 บัญชีนั้น มีผู้อยู่เบื้องหลังคือเจ้าของบัญชีที่เป็นผู้นำรัฐบาลตัวจริงเสียงจริง
และทั้ง 264 บัญชีทวิตเตอร์นั้น มีผู้ติดตาม หรือ ฟอลโลเวอร์ เกือบ 52 ล้านคน และที่ผ่านมาได้ส่ง "สาร" กว่า 3.5 แสนครั้ง ไปยังผู้ติดตามเหล่านั้น
บัญชีทวิตเตอร์ (ในกลุ่มผู้นำรัฐบาล) ที่มีการติดตามมากที่สุดได้แก่ นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่มีฟอลโลเวอร์ราว 17.8 ล้านคน!! แม้นายโอบามาจะได้ชื่อว่าเป็นสาวกสมาร์ทโฟนแบล็กเบอร์รี่ หรือ "บีบี" อย่างเหนียวแน่น และมีโทรศัพท์คู่ใจติดกายอยู่ตลอดเวลา แต่นายโอบามาก็ไม่ได้เขียนข้อความเองบ่อยครั้งนัก แต่ทุกครั้งที่มีข้อความจาก @BarakObamaออกมา ก็จะมีผู้ติดตามเปิดอ่านกันอย่างพรึ่บพรั่บ ทั้งยังมีการส่งต่อข้อความของผู้นำสหรัฐกันอย่างรวดเร็ว
เช่น ในวันที่ 9 พฤษภาคม ที่ทีมงานหาเสียงของนายโอบามาทวิตข้อความสนับสนุนการแต่งงานของคู่รักร่วมเพศออกมา ก็มีการส่งข้อความสั้นๆ แต่ได้ใจความนั้นต่อๆ กันถึง 6.2 หมื่นครั้งเลยทีเดียว
หากพิจารณาตามหลักการของผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมเสมือนที่มีทฤษฎีว่า ทุกคนในโลกสามารถเข้าถึงกันได้จากการเป็นเพื่อนในสื่อโซเชียลมีเดียไม่เกิน 6 ชั้น นั่นอาจหมายความว่า ข้อความของนายโอบามาจะส่งไปไกลได้ถึงสุดชายแดนปาปัวนิวกินี หรือ ในดินแดนห่างไกลในแอฟริกาได้ในไม่กี่นาที
ขณะที่ผู้นำประเทศในกาฬทวีป เช่น ผู้นำประเทศอูกานดา เจ้าของบัญชี @AmamaMbabazi และผู้นำประเทศรวันดา เจ้าของบัญชี @PaulKagame เป็นผู้เขียนและตอบข้อความที่อยู่ในบัญชีของตนเองถึง 90% รองลงมา (แบบห่างๆ) ได้แก่ นายพลเสื้อแดง ฮูโก ชาเวซ ผู้นำประเทศเวเนซุเอลา เจ้าของบัญชี @chavezcandanga ที่เขียนและตอบข้อความด้วยตนเองราว 38%
ผมไม่ขอเอ่ยถึงสงครามทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊กในเมืองไทย ที่ใช้เป็นเวทีของนักการเมืองสาดสีใส่กันในวาระที่ประเทศต้องการความสามัคคีกันมากที่สุดนะครับ แค่อยากจะบอกผู้ใช้โซเชียลมีเดียทุกคนว่าก่อนจะทวิต หรือโพสต์ข้อความอะไรไปให้ "คิด" เสียก่อน เพราะข้อความของคุณอาจจะไปโผล่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือของใครก็ได้ทั่วโลกในชั่วพริบตา ความเห็นของคนคนเดียวที่ส่งผ่าน "ทวิตเตอร์" นั้น อาจจะถึงขั้นเปลี่ยนโลกได้ในทันที



