
หนังสือที่เธอถือมา:เยียวยา
หนังสือที่เธอถือมา : เยียวยา : โดย ... ไพวรินทร์ ขาวงาม
..........
๑.
เยียวยา ก. บำบัดโรค, แก้โรค, แก้ไข, ทำให้ดีขึ้น.
“เยียวยา” คำติดปากติดหู เราอาจเคยพูดและเคยได้ยิน วันนี้ลองเปิดปรึกษาท่านพจนานุกรม
โรคบางโรคหรือเรื่องบางเรื่องของคนเรา อาจมีทั้งที่เยียวยาได้และสุดวิสัยที่จะเยียวยาไม่ได้เพียงการเยียวยาทางสังคม หากยังเป็นการเยียวยาส่วนบุคคล คนเราล้วนมีเรื่องเศร้าเรื่องปวดร้าวภายในใจ ที่เมื่อบอกใครไม่ได้ ขอความช่วยเหลือจากใครไม่ได้ ก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง สะสางตัวเอง เยียวยาตัวเอง
ผมเอง-อาจเยียวยาตัวเอง ทั้งด้วยการอยู่กับครอบครัว อยู่กับเพื่อน อยู่กับกิจกรรม ถ่ายภาพ ใช้เฟซบุ๊ก ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ เดินทาง อยู่คนเดียว อยู่กับความเป็นจริง ฯลฯ อยู่กับการติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างพยายามเปิดใจให้เป็นธรรม...
๒.
นานๆ ครั้งได้เข้าเมืองหลวง ด้วยงานบางงาน ด้วยจำเป็นบางจำเป็น โอกาสนั้นๆ มักทำให้ได้พบปะพูดคุยกินดื่มกับเพื่อนพ้องน้องพี่ที่คุ้นเคยกันตั้งแต่สมัยยังใช้ชีวิตในเบ้าหลอมเดียวกันที่นั่น
ไม่ยาก-ที่ร้านอาหารสักร้านจะเปิดรับนัดหมายของพวกเรา และเป็นเรื่องปกติที่บางทีร้านอาหารเหล่านั้นอาจต้องเปิดเลยเวลาเพราะลูกค้าอย่างพวกเรา บางครั้งยังลากยาวไปต่อที่บ้านสักหลังจนสว่างก็มี ไม่น่าแปลกใจที่ในห้วงยามนี้ เรื่องราวที่ได้ขึ้นโต๊ะสนทนามากที่สุดก็คือ เรื่องการเมือง!
ในรอบหลายปีมานี้ ความเครียดสั่งสมได้ก่อตัวอยู่ในจิตใจของผู้คนในสังคม ทั้งในสังคมจริง และในสังคมออนไลน์ รวมทั้งในกลุ่มที่เราพอจะพูดคุยกันได้ในวงกินดื่ม เมื่อพบเจอกันจึงต่างเหมือนต้องการ “เยียวยา” ในความไว้เนื้อเชื่อใจของกันและกัน ต่างพูดถึงเรื่องนั้น ต่างถามถึงเรื่องโน้น ต่างระบายความอัดอั้นตันใจ ต่างคิดวิเคราะห์แยกแยะความเป็นมาเป็นไปของสถานการณ์
แน่นอน-ในสถานการณ์ที่บีบคั้นรุนแรงขึ้นทุกวัน มันไม่ได้รุนแรงแค่การเผชิญหน้า แต่รุนแรงกันทั้งทางความคิดและวาจา มันเป็นเหมือนสงครามทางวาทกรรม ทางฝักฝ่าย ทางความเคียดแค้นชิงชัง ด้วยการก่นด่า สาปแช่ง เหยียดหยาม เย้ยหยัน ยั่วยุ-อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ยิ่งกว่านั้น มันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากหมู่คนที่ไกลตัวออกไป มันเกิดขึ้นแม้แต่จากคนใกล้ตัว รู้จักมักคุ้นกัน เคยเที่ยวด้วยกัน เคยกินข้าวกินเหล้าด้วยกัน เคยทำงานที่คิดว่าสร้างสรรค์ร่วมกัน แล้ววันหนึ่งเหมือนภาวะของการทำลายล้างได้มาถึง การทะเลาะถกเถียงกันในเรื่อง “การเมือง” “การชาติ” “การศาสนา” กระทั่ง “การเคารพนับถือส่วนบุคคล” เริ่มระเบิดดังขึ้นถี่ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ
แทบจะทุกเมื่อเชื่อวัน-แม้พยายามหลีกเร้นออกจากวงผู้คนหมู่มาก ก็ยังต้องได้รับกระแสข้อมูลข่าวสาร เพื่อนมักต่อสายมาบอกนั่นบอกนี่ ดูโทรทัศน์ช่องโน้นหรือยัง? ฟังวิทยุช่องโน้นหรือยัง? อ่านหนังสือเล่มนี้หรือยัง? กระทั่ง-อ่านเฟซบุ๊กของคนนั้นหรือยัง?
ยามนี้-แค่ถามนำแค่นี้ก็เดาสถานการณ์ออก ย่อมไม่ใช่ข่าวที่ดีนัก มันมักจะเป็นข่าวคนนั้นโจมตีคนโน้น ทั้งการพูดและการเขียน ทั้งจากนักการเมือง นักวิชาการ นักเขียน นักไม่เขียน อาจเรียกได้ว่าฝุ่นตลบ แทบไม่รู้หน้าใครเป็นใคร บางที-หัวฟาดฟันกันจบไปนานแล้ว หางยังพันกันอยู่ไม่รู้จบเลย
ผลพวงจากเหตุการณ์ใน พ.ศ. ก่อนๆ ยังคงลุกลามบานปลายมาจนถึง พ.ศ. นี้ และคาดว่าจะต่อไปข้างหน้าอีกหลาย พ.ศ. ความปวดร้าว ความเศร้า ความเครียดที่สั่งสมจะระบายหรือ “เยียวยา” อย่างไร?
ด้วยการรบกันหรือ? ด้วยการเอาคืนกันหรือ? ด้วยการตะลุมบอนกันหรือ?
หรือด้วยการ “ทัมใจ” ก้าวข้ามมัน-ไม่ให้ราคามันจนเกินจำเป็น? แล้วหยัดในที่เรายืน มองในสิ่งที่เราเห็น ฟังในสิ่งที่เราได้ยิน พิสูจน์กันต่อไป ทั้งในมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรม
๓.
“เพื่อนเอ๋ย-ศึกนี้เราต่างก็ปวดร้าว สมควรได้รับการเยียวยา-โดยธรรม”
ยืนบนฝั่งน้ำหนึ่ง มองไปยังฝั่งน้ำหนึ่ง-ผมเห็นคนฝั่งนั้นก็มองมาเช่นกัน เพียงแต่ไม่รู้ว่าเขากำลังยิ้มหรือกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน? บางที-สายน้ำเบื้องหน้าเรา อาจรำพึงถ้อยคำเช่นนั้น!
--------------------
(หนังสือที่เธอถือมา : เยียวยา : โดย ... ไพวรินทร์ ขาวงาม)



