
แม่ลูกจูงมือเรียนรู้โลกมืดของผู้พิการ
แม่ลูกจูงมือ เรียนรู้โลกมืดของผู้พิการ
สถานะความเป็นแม่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกชนชั้นวรรณะ และคำว่า "แม่ที่ดี" ทุกคนก็สามารถเป็นได้ไม่เว้นแต่ผู้พิการทางสายตาที่สังคมมองว่าน่าสงสาร แต่ก็สามารถสร้างเยาวชนที่ดีในสังคมได้เท่าเทียมคนธรรมดาเช่นกัน ด้วยเหตุนี้สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สถาบันส่งเสริมสุขภาพคนพิการ (สสพ.) สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส จึงร่วมมือกันเสนอเรื่องราวด้านบวกที่เป็นการเปิดโลกของคนตาบอดให้สังคมได้รับรู้ผ่านรายการโทรทัศน์และกิจกรรม "สัมผัสรักแท้ของแม่ ...แม้มองไม่เห็น" กับการให้แม่ผู้พิการทางสายตานำแม่ลูกที่สายตาปกติไปใช้ชีวิตใน ไดอะล็อก อิน เดอะ ดาร์ก หรือนิทรรศการบทเรียนในความมืด บริเวณจตุรัสวิทยาศาสตร์ ชั้น 5 อาคารจามจุรีสแควร์ นิทรรศการจำลองชีวิตผู้พิการทางสายตา เพื่อให้ลูกน้อยและคนทั่วไปได้เข้าใจความลำบากของแม่ให้มากขึ้น
ชนิดา ศิริทรัพย์ นักวิชาการ ประจำนิทรรศการ กล่าวว่าบทเรียนในความมืดได้ถูกจัดแสดงขึ้นในปี พ.ศ. 2531 ที่ประเทศเยอรมัน และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ปัจจุบันมีการจัดแสดงกว่า 20 ประเทศทั่วโลก เนื้อหาข้างในได้จำลองสถานะการณ์ที่ผู้พิการทางสายตาต้องพบเจอในปัจจุบัน ตั้งแต่ตื่นนอน นั่งเล่น เดินตลาด ข้ามถนน ขึ้นรถประจำทาง พร้อมใช้สัมผัสอื่นๆ อย่าง รสชาติ กลิ่น เสียง แบบเต็มที่ โดยมีไกด์ผู้พิการทางสายตาคอยดูแลตลอดเส้นทางของความมืด ผลที่ได้คือความเข้าใจความหลากหลายของคนในสังคม ว่าเราจะอยู่ร่วมกับผู้พิการทางสายตาเหล่านี้ได้อย่างไร เป็นการพัฒนาสังคมให้ตระหนักถึงความโชคดีของคนที่เกิดมามีความสมบูรณ์พร้อม คนปกติหลายคนได้เข้ามาที่นี้ออกไปแล้วรู้สึกเห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้น ที่อย่างน้อยก็ได้เกิดมาเป็นคนปกติ
ด้านแม่ลูกที่จูงมือกันเข้าไปชมนิทรรศการอย่างสนุกสนานอย่างคุณแม่ สุวรรณา และ "น้องธี" ธีรัช สุขเกษม อายุ 11 ปี ก็ได้แลกเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวันในนิทรรศการกันเต็มที่ โดยลูกชายได้บอกว่าการได้อยู่ในความมืด 1 ชั่วโมงเต็มทำให้ได้เข้าใจแม่มากขึ้น โดยเฉพาะกิจวัตรประจำวันที่ตัวเองต้องคอยทำแทนแม่ตลอด อย่างการเดินจูงมือข้ามถนน พาไปขึ้นรถ ก็ได้รู้ว่าตอนนั้นแม่รู้สึกอย่างไรบ้าง ไม่ต่างจากคุณแม่ที่อดปลื้มใจไม่ได้เมื่อลูกได้เข้าใจการดำรงชีวิตของผู้พิการทางสายตามากขึ้น
"ตัวเองเป็นคนตาบอดตั้งแต่เด็ก เกิดจากความผิดปกติของต่อมในดวงตา ทำให้การมองเห็นเลือนลางขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ตั้งใจว่าอยากจะมีลูกเป็นของตัวเองให้ได้สักวัน เพราะเรามั่นใจว่าเราสามารถสร้างเด็กดีได้ พออายุ 35 ปีก็ได้น้องธีมาเป็นลูกชาย โดยแม้จะมองไม่ค่อยเห็นก็จะใช้การพูดกับเขาเสมอว่าทำอะไร เรารู้สึกอย่างไร เขาทำอะไรก็จะบอกเราเสมอ โดยจะพยายามเลี้ยงเขาด้วยตัวเองและบอกเขาให้ช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาเหมือนแม่ จนทุกวันนี้เขาก็จะเข้าใจว่าแม่เป็นอะไร อยากจะบอกกับผู้พิการทางสายตาหรือคนอื่นๆ ที่กำลังจะเป็นแม่ว่าอย่าท้อ เราต้องมีสติ เชื่อว่าเราสามารถเลี้ยงเขาให้ดีได้เสมอ แค่ทำทุกอย่างด้วยการใช้สติเท่านั้น" คุณแม่น้องธีกล่าวปิดท้าย



