
เกษตรฯโซนนิ่งสินค้าเคาะ10พืชศก.หลัก
เกษตรฯเดินหน้าโซนนิ่งสินค้าเกษตร เคาะ 10 พืชศก.หลัก จำแนกตามกลุ่มจว. เตรียมจับมือภาคเอกชนจับคู่รับซื้อผลผลิตในพื้นที่ ขณะที่คชก.ปลื้มราคากุ้งเดือนแรกเข้าเป้า ซื้อขายแล้วเกือบ 9 พันตัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 55 นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งรัดดำเนินการพิจารณาหาแนวทางการลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร โดยกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจหรือโซนนิ่งในสินค้าที่สำคัญตามยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด ซึ่งได้กำหนดรูปแบบการจัดทำโซนนิ่งในรูปของกลุ่มจังหวัด เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ โดยกรมพัฒนาที่ดินจะต้องเตรียมข้อมูลทางกายภาพในระดับตำบลเพื่อชี้แจงกับหน่วยงานในระดับพื้นที่ ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีแผนงานโครงการที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำเขตเกษตรเศรษฐกิจ เช่น โครงการนิคมการเกษตร โครงการบริหารจัดการน้ำฯ สำหรับการดำเนินการเพื่อให้มีแหล่งผลิตอาหารบริโภคในชุมชน เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง และใช้แนวคิดตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถในลักษณะโครงการฟาร์มตัวอย่าง อ.บางแก้ว จ.พัทลุง และนำพื้นที่ว่างเปล่าของกรมธนารักษ์มาให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์ในการสร้างงาน เพิ่มผลผลิตและรายได้ ตลอดจนแนวทางตาม MOU ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงสาธารณสุขที่จะเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตกับความต้องการผักปลอดสารพิษหรือผักอินทรีย์ของโรงพยาบาลทั่วประเทศ
นอกจากนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ยังได้จัดทำข้อมูลสินค้าเกษตรส่งออกของไทยที่มีมูลค่าสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ยางธรรมชาติ ข้าว อ้อย ปลา กุ้งผลไม้ มันสำปะหลัง เนื้อไก่ ผัก และปาล์มน้ำมัน และ Top 5 การผลิตสินค้าเกษตรของแต่ละจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด และมีแผนดำเนินงานในเรื่องโซนนิ่ง เพื่อตอบสนองนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก เช่น การจัดทำข้อมูล Top 5 การผลิตสินค้าเกษตรของกลุ่มจังหวัด 18 กลุ่ม เพื่อขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ ทั้งนี้ ในเบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯ จะเน้นให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้เกษตรกรมีแหล่งรับซื้อสินค้าที่แน่นอน และราคาที่เป็นธรรม ส่วนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะผลักดันให้มีการรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็งด้วยการบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เน้นการลดต้นทุน รวมทั้งงานวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ครัวไทยสู่ครัวโลกนั้น ได้กำหนดกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนด้วยการจัดทำโซนนิ่ง โดยดำเนินการในสินค้าเป้าหมาย ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง และผลไม้ เช่น ลำไย ทุเรียน เป็นต้น ซึ่งจะเน้นให้เกิดความเชื่อมโยงให้เป็นการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่ ในรูปของคลัสเตอร์โดยพิจารณาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตามกรอบแนวทางการจัดทำเขตเกษตรเศรษฐกิจตามที่คณะอนุกรรมการกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจ ซึ่งให้ความเห็นชอบในการประชุมครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน 2555 ที่ผ่านมา แบ่งเป็น 2 ระดับคือ ระดับที่หนึ่ง คือ การมีส่วนร่วม หรือแนวทางการปฏิบัติ ประกอบด้วยการโซนนิ่งเพื่อการส่งเสริม ซึ่งเชื่อมโยงถึงโครงสร้างพื้นฐานการผลิต เพื่อให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจากการลดต้นทุน ลดความเสี่ยง และมีคุณภาพ การโซนนิ่งเพื่อเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดในพื้นที่ และการโซนนิ่งเพื่อการป้องกันและไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และระดับที่สอง คือ ระดับภาพรวมของประเทศ ซึ่งจะพิจารณาในเชิงเศรษฐกิจทั้งในเรื่องของ ระยะเวลา โดยการบริหารเวลาควบคุมให้ผลผลิตสินค้าเกษตรออกมาสอดคล้องกับตลาดบริโภค และบริหารจัดการขนส่งให้รวดเร็ว รูปแบบของสินค้าและคุณภาพมาตรฐาน นับจากต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ และ ต้นทุนและค่าขนส่ง
คชก.ปลื้มราคากุ้งเดือนแรกเข้าเป้า ซื้อขายแล้วเกือบ 9 พันตัน เล็งขยายอีก 1 เดือน
นายธีระ กล่าวว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอมาตรการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ประสบปัญหาราคากุ้งตกต่ำ ต่อคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) และได้มีมติให้กรมประมงจัดทำโครงการรักษาเสถียรภาพราคากุ้งฯ ในวงเงินจ่ายขาด จำนวน 562 ล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพราคากุ้งเป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยให้กรมประมงเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับห้องเย็นโดยตรง ผ่านกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง รวมกันเป็นกลุ่มทำเป็นเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งที่เข้มแข็ง หรือคลัสเตอร์ และเปิดให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้ามามีส่วนร่วมซื้อขายกับห้องเย็นได้โดยตรงด้วย และเป็นการรักษาเสถียรภาพราคากุ้งนั้น
จากผลการดำเนินงานโครงการดังกล่าวที่เริ่มมาแล้ว 1 เดือน ค่อนข้างประสบความสำเร็จเป็นที่พอใจของเกษตรกร โดยได้มีการตกลงซื้อขายกันแล้วกว่า 8,813 ตัน จากโควต้าในเดือนแรก 10,000 ตัน ใน 18 จังหวัด แบ่งเป็น ภาคใต้จำนวนประมาณ 6,000 ตันเศษ และภาคตะวันออกจำนวนประมาณ 2,000 ตันเศษ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 886 ราย ห้องเย็น 23 แห่ง อีกทั้งขณะนี้ราคากุ้งได้ขยับตัวขึ้นบ้างแล้ว โดยราคากุ้งขนาด 60 ตัว/กก. ราคาอยู่ที่ 120 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา 5 บาท/กก. และคาดว่าราคากุ้งจะสูงขึ้นในช่วงปลายเดือน ก.ค. เป็นต้นไป เนื่องจากคำสั่งซื้อจะเริ่มมากขึ้น โดยห้องเย็นจะรับซื้อกุ้งจากเกษตรกรเพื่อส่งขายในตลาดต่างประเทศซึ่งมีความต้องการบริโภคกุ้งมากขึ้นในช่วงคริสมาสต์
ที่ประชุม คชก.ครั้งล่าสุดยังได้เห็นชอบให้ขยายโครงการไปอีก 1 เดือน เริ่มนับแต่วันที่ 19 ก.ค. 2555 ซึ่งการพิจารณาขยายโครงการนั้น จะใช้ผลการปฏิบัติงานเป็นรายเดือนมาประเมิน จนกว่าราคากุ้งจะฟื้นตัวได้ราคาดี
สำหรับสถานการณ์การผลิตกุ้งของไทยขณะนี้ถือว่ายังมีจุดแข็งเนื่องจากมีการพัฒนาระบบการผลิตเป็นไปตามมาตรฐาน GAP มาตั้งแต่ปี 2548 มีระบบการเลี้ยงในระบบปิดและการเฝ้าระวังโรคกุ้งที่มีประสิทธิภาพ ปลอดจากโรคไวรัสตัวแดงดวงขาว และไวรัสหัวเหลือง และโรคไวรัสไอเอ็มเอ็น ขณะที่ประเทศผู้นำการผลิตกุ้งหลายประเทศต้องประสบปัญหาดังกล่าวช่วงในช่วง 3 -5 ปีที่ผ่านมา ประกอบกับประเทศไทยได้มีการสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรเกษตรกรไปในเวลาเดียวกัน จึงทำให้ราคาผลผลิตกุ้งของไทยมีราคาดีมาโดยตลอด โดยเฉพาะในปี 2554 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกกุ้งทะลุมากกว่า 1 แสนล้านบาท จึงนับว่าประสบผลสำเร็จอย่างชัดเจนตามที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์กุ้งไทย ฉบับที่ 1 คือ มีการส่งออกสินค้ากุ้งแปรรูปที่มีการสร้างมูลค่าเพิ่มมากถึงร้อยละ 54 ที่จากเดิมเคยมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 40-44
ดังนั้น การที่จะทำให้อุตสาหกรรมกุ้งของประเทศไทยมีการขยายตัวอย่างยั่งยืนและมีความมั่นคงทางการตลาดได้นั้น ประเทศไทยต้องเร่งเจรจากับสหภาพยุโรปเพื่อให้คืนสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ที่กำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2556 ให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบต่อการส่งออกสินค้ากุ้งไปยังสหภาพยุโรป รวมถึงต้องดำเนินนโยบายการตลาดต่างประเทศในรูปแบบของสินค้ามูลค่าเพิ่มให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มสัดส่วนการส่งออกกุ้งแปรรูปไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ขณะเดียวกัน ในด้านการผลิตเกษตรกรผู้ผลิตก็ต้องควบคุมผลผลิตในช่วงไตรมาสที่ 2 ให้เหลือเพียง 15-17% โดยการลงกุ้งให้น้อยลงด้วย เพื่อช่วยให้ไม่เกิดปัญหากุ้งล้นตลาดในไตรมาสที่ 2 และไม่ทำให้เกิดปัญหาราคากุ้งตกต่ำยืดเยื้อไปจนถึงไตรมาสที่ 3 ที่จะมีกุ้งออกมามากกว่า 30% ของผลผลิตทั้งปี
สำหรับอีกหนึ่งโครงการสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมนั้น อ.ต.ก.ได้รายงานความคืบหน้าโครงการรับซื้อกระเทียมเพื่อแก้ไขปัญหาราคาปีการผลิต 2554/55 โดยรับซื้อกระเทียมในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ (ณ วันที่ 12 ก.ค.55) พบว่า ได้ดำเนินการรับซื้อผลผลิตกระเทียมแล้วทั้งสิ้นจำนวน 20,491 ตัน เกษตรกรจำนวน 6,769 ราย วงเงินจำนวน 714 ล้านบาท แบ่งเป็น จ.เชียงใหม่ 14,832 ตัน จ.ลำพูน 2,395 ตัน จ.พะเยา 585 ตัน และแม่ฮ่องสอน 2,679 ตัน โดยเมื่อวันที่ 17 ก.ค.55 ที่ผ่านมาคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) จ.เชียงใหม่ ได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาแนวทางและหลักเกณฑ์เงื่อนไขการจำหน่ายกระเทียมที่รับซื้อไว้ โดยเน้นมาตรการที่ไม่ให้กระทบราคากระเทียมที่ซื้อขายอยู่ในท้องตลาดและไม่ให้เป็นภาระของรัฐในการดูแลรักษา ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มมีการระบายผลผลิตที่รับซื้อออกสู่ตลาดได้ในเดือนสิงหาคมนี้ เป็นต้นไป



