
วิจัย'พืชเกษตร'เพิ่มค่า'พืชไม่ใช่อาหาร'
วช.ยกเครื่องงานวิจัย 'พืชเกษตร' เร่งสร้างค่าเพิ่ม 'พืชไม่ใช่อาหาร' : โดย ... สุรัตน์ อัตตะ
แม้ปัจจุบันองค์ความรู้ด้านการพัฒนาพืชเกษตรที่ไม่ใช่อาหารได้ก้าวหน้าไปอย่างมาก ทั้งในรูปของพืชพลังงาน พลาสติกชีวภาพ พืชเส้นใย พืชสมุนไพรและพืชที่นำมาใช้เป็นเครื่องสำอาง แต่ความรู้ยังอยู่ในวงจำกัดและขาดการบูรณาการด้านการทำงานร่วมกัน สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพืชเกษตรที่ไม่ใช่อาหารของประเทศไทยที่ยังมีลักษณะเป็นคอขวดให้อยู่รอดในโลกของการแข่งขันในปัจจุบันและเพื่อกระตุ้นให้เกิดการวิจัยและพัฒนาได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยผลงานวิจัยที่ได้ต้องสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วย
ทว่างานสัมมนาเชิงวิชาการในหัวข้อ "แนวทางการวิจัยและพัฒนาพืชเกษตรที่ไม่ใช่พืชอาหาร" จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นการสะท้อนมุมมองจากนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะประธานสภาวิจัยแห่งชาติ "ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร" อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มองว่า แม้ประเทศไทยสามารถผลิตอาหารได้สำหรับ 200 ล้านคน ขณะที่ปัจจุบันมีประชากรอยู่ประมาณ 68 ล้านคน หรือประมาณ 3 เท่า จึงไม่ต้องห่วงว่าจะไปแย่งพื้นที่ของพืชอาหาร
"สมัยที่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ เคยให้นโยบายว่าวางแผนยังไงให้การเกษตรเพื่อเป็นอาหารเอาแค่ 2 เท่าก็พอแล้วนำส่วนที่เหลือไปผลิตอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหาร ไม่ว่าอ้อยหรือมันสำปะหลังก็เป็นไปช้ามาก หรือแม้กระทั่งยางพาราถึงวันนี้ก็ยังส่งออกเป็นวัตถุดิบเหมือนเดิม"
สำหรับ "ไบโอพลาสติก" ที่ใช้กับอ้อยและมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก เพราะปัจจุบันประเทศที่เจริญแล้วอย่างยุโรปและอเมริกาได้ให้ความสำคัญมากเพื่อจะมาทดแทนโลหะและพลาสติกในอนาคตอันใกล้ โดย ดร.พิพัฒน์ วีระถาวร ผู้เชี่ยวชาญด้านไบโอพลาสติกจากบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) มองว่าภายใน 10 ปีข้างกลุ่มไบโอพลาสติกจะมีการเติบโตมากว่าร้อยละ 20
"การผลิตเกิดขึ้นในอเมริกา แต่การใช้กลับมาอยู่ที่เอเชีย ไบโอพลาสติกปัจจุบันสามารถผลิตทดแทนพลาสติกได้ 100% เพราะพลาสติกจะใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต แต่สิ่งที่ทุกคนกังวลคือน้ำมันจะหมดโลกหรือไม่ และเมื่อไหร่ แต่ที่เห็นชัดเจนคือน้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ นี่คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และปัญหาตามมาคือมลภาวะสิ่งแวดล้อม ทั้งจากกระบวนการผลิตและการย่อยสลายที่ต้องใช้ระยะเวลานานเป็นร้อยปี"
สอดรับกับมุมมอง รศ.กล้าณรงค์ ศรีรอต กรรมการสภาวิจัยสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยาที่ระบุว่าโจทย์ใหญ่วันนี้ เราจะทำอย่างไรให้พืชไม่ใช่อาหารมีมากพอและสามารถบริหารจัดการกับมันได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าอ้อยหรือมันสำปะหลัง โดยมองว่าอ้อยจะเป็นพืชพลังงานที่มีความสำคัญมากในการนำมาเป็นวัตถุดิบผลิตเอทานอล อย่างบราซิลปัจจุบันมีหลายโรงงานที่นำอ้อยมาผลิตเอทานอลอย่างเดียว ขณะที่ประเทศไทยปัจจุบันก็มีเพียงโรงเดียวเท่านั้นที่นำอ้อยมาผลิตเอเทนอล 100%
"มันสำปะหลังก็เช่นกัน อย่างจีน รัฐบาลห้ามใช้ข้าวโพดในการผลิตเอทานอล ทุกวันนี้จึงต้องนำเข้าจากไทย แต่ในอนาคตมันสำปะหลังไทยอาจมีปัญหา หลังจีนเร่งขยายพื้นที่ปลูกแถบกวางสี หากเรายังไม่มีความชัดเจนในเรื่องการผลิตมันเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน"
สำหรับพืชสมนุไพรก็เป็นพืชไม่ใช่อาหารอีกชนิดที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ด้วยการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่ง ศ.มาลิน จุลศิริ กรรมการสภาวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัชเห็นด้วยในการนำพืชสมุนไพรมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งในรูปของยาแผนปัจจุบัน ยาแผนโบราณ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง อย่างยาแผนโบราณในรูปพืชแห้ง เช่น ลูกประคบ ยาควินินที่ผลิตจากต้นพังพวยฝรั่ง หรือแม้กระทั่งยาหอมที่ผลิตจากโกฐสอ โกฐเขมา ฯลฯ
"เวลาไปเมืองจีน รัฐบาลเขาบังคับไว้เลยว่าจะต้องพาลูกทัวร์ไปซื้อบัวหิมะ รัฐบาลไทยก็น่าจะทำแบบนี้บ้าง ทัวริสต่างชาติมาเที่ยวบ้านเราก็พาไปซื้ออะไรก็ได้ที่มีคุณค่าและมีประโยชน์จริง ยาหอมเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง ทำไมเราไม่โปรโมทยาหอมไทยให้เด่นดังทั่วโลกล่ะ" ศ.มาลิน กล่าวย้ำ
นับเป็นแนวทางสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับ "พืชเกษตรที่ไม่ใช่อาหาร" หากภาครัฐให้ความสำคัญและผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ เพราะผลประโยชน์ที่ได้จะตกถึงมือเกษตรกรไทยนั่นเอง
----------
(หมายเหตุ : วช.ยกเครื่องงานวิจัย 'พืชเกษตร' เร่งสร้างค่าเพิ่ม 'พืชไม่ใช่อาหาร' : โดย ... สุรัตน์ อัตตะ)
----------



