
'เมืองเพียโมเดล'พิชิตดินเค็มแดนอีสาน
'เมืองเพียโมเดล' พิชิตดินเค็ม ชุบชีวิตใหม่เกษตรกรอีสาน : โดย ... ดลมนัส กาเจ
หากย้อนไปในอดีต ประเทศไทยประสบปัญหาดินเค็มกว่า 21 ล้านไร่ ส่วนใหญ่จะพบในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออีสาน ถึง 17.81 ล้านไร่ ในพื้นที่ 18 จังหวัด 94 อำเภอ จากพื้นที่ของภาคอีสานทั้งหมด 107 ล้านไร่ และในจำนวนนี้มีพื้นที่ดินเค็มมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ จ.นครราชสีมา จ.ร้อยเอ็ด จ.สกลนคร จ.มหาสารคาม และจ.ขอนแก่น ในส่วนของ จ.ขอนแก่น กินพื้นที่ 1,989,476 ไร่ ทำให้เกษตรกรประสบปัญหาไม่สามารถจะเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรได้ บางพื้นที่ยอมทิ้งที่ทำกินจนกลายเป็นพื้นที่ร้าง และเกิดความแห้งแล้ง
จากปัญหาเหล่านี้ทำให้หน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะกรมพัฒนาที่ดิน พยายามหาแนวทางในการแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ปรากฏว่าในบางพื้นที่สามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง จากเดิมที่เกษตรกรไม่สามารถปลูกพืชผลทางการไม่ได้เลย หรือได้เพียงเล็กจนสามารถปลูกได้ แต่การแก้ปัญหาของกรมพัฒนาที่ดินต้องได้รับความร่วมจากเกษตรกรในพื้นที่ด้วย ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ การแก้ปัญหาที่ได้ผลคือโครงการปลูกต้นไม้ทนเค็มเพื่อป้องกันการแพร่กระจายดินเค็มในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ชี มูล ที่บ้านเมืองเพีย ต.เมืองเพีย อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น มีสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5
เป็นผู้รับผิดชอบ ทำให้วันนี้ในพื้นที่รอบๆ โครงการพบว่าเกษตรกรสามารถปลูกพืชผลทางการเกษตรได้มากขึ้นถึง 3 เท่านตัว
นายอนุสรณ์ จันทนโรจน์ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่าในพื้นที่เมืองเพียเป็นพื้นที่มีเกลือจำนวนมาก ไม่สามารถปลูกอะไรได้ แม้จะได้บ้างเพียงเล็กน้อยไม่คุ้มกับการลงทุน ทางกรมพัฒนาที่ดินจึงทำโครงการปลูกต้นไม้ทนเค็มเพื่อป้องกันการแพร่กระจายดินเค็มในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ชี มูลขึ้นมา แม้ที่ จ.ขอนแก่น จะมีพื้นที่ดินเค็มน้อยกว่า แต่มีระดับความรุนแรงของดินเค็มมากกว่าพื้นที่อื่น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการแก้ไขปัญหาดินเค็มอย่างเร่งด่วน
สำหรับการดำเนินการนั้น กรมพัฒนาที่ดินได้จัดทำโครงการปลูกไม้ยืนต้นทนเค็ม โดยใช้เป็นพืชเบิกนำเพื่อป้องกันการแพร่กระจายดินเค็มและปรับระบบนิเวศในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ชี มูล โดยดำเนินการในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยขามเรียน มีเป้าหมาย 87,436 ไร่ การดำเนินงานจะเน้นปรับปรุงและพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดินตามศักยภาพของดิน โดยใช้วิธีการทางด้านวิศวกรรม สำหรับปรับรูปแปลงนาเพื่อปรับสภาพพื้นที่ให้มีความสม่ำเสมอ และใช้วิธีทางด้านพืช โดยในพื้นที่เค็มจัดจะส่งเสริมปลูกไม้ยืนต้นทนเค็ม พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกยูคาลิปตัสบนคันนา เพื่อสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง
นายพิสุทธิ์ สาลากิจ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 กล่าวว่า โครงการปลูกต้นไม้ทนเค็มเพื่อป้องกันการแพร่กระจายดินเค็มในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ชี มูล ที่เมืองเพีย เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2543 โดยเริ่มศึกษาสภาพของดิน พบว่า ระดับความเค็มของดินจะรุนแรงเมื่อขุดลึกถึง 2 เมตร จากนั้นได้ทดลองปลูกหญ้าที่ทนดินเค็ม กระถินออสเตรเลีย ดูดน้ำเค็มออก การดำเนินการในช่วง 15 ปี ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจระดับหนึ่ง เพราะทำให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชผลทางเกษตรที่ให้ผลผลิตมากขึ้น
ดร.ชัยนาม ดิสถาพร นักวิชาการเกษตรชำนาญ และผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยและพัฒนาการจัดการดินเค็ม กรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งได้ทำการวิจัยที่ดินเมืองเพียมาตั้งแต่ต้น บอกว่า พื้นที่ดินที่เมืองเพียมีความแปลกกว่าที่อื่น คือ ปกติดินเค็มในพื้นที่ภาคอีสานจะเป็นทราย แต่ที่เมืองเพียเป็นดินเหนียว สภาพดินมีความเค็มเท่าน้ำทะเล ฉะนั้นการดำเนินการตามโครงการปลูกต้นไม้ทนเค็มเพื่อป้องกันการแพร่กระจายดินเค็มในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ชี มูล โดยเริ่มจากศึกษาวิจัยของสภาพดินว่าเป็นกรดหรือด่าง
"ที่เมืองเพียที่ดินเค็มมาก หนทางการแก้ปัญหาคือใช้กิจกรรมด้านวิศวกรรม ดําเนินการปรับรูปแปลงนา ขุดคูน้ำ ก่อสร้างทางลําเลียง วางท่อลอดระบายเกลือ อีกทางหนึ่งเราแก้ปัญหาด้วยวิธีกิจกรรมด้านพืช ปลูกไม้ทนเค็มกระถินออสเตรเลีย อาคาเซีย ปลูกหญ้าชอบเกลือดิ๊กซีคลุมพื้นที่ป้องกันการระเหยน้ำจากผิวดิน ส่งเสริมการใช้พืชปุ๋ยสดปรับปรุงบํารุงดิน หากพบว่าบางพื้นที่ที่มีศักยภาพในการแพร่กระจายดินเค็มไปยังที่อื่น ดําเนินการปลูกไม้ยืนต้นเพื่อลดระดับน้ำใต้ดิน ปลูกโสนแอฟริกัน ถั่วพร้าเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสด พร้อมกับส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกยูคาลิปตัสบนคันนา เพื่อสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในพื้นที่บริเวณเมืองเพียมีน้ำฝนปีละเพียง 500-600 ลบ.ม.เท่านั้น ฉะนั้นต้องขุดน้ำดาบาลมาใช้เพื่อการเพาะปลูกด้วย" ดร.ชัยนาม กล่าว
นี่เป็นอีกแนวทางเอาชนะดินเค็มในภาคอีสาน แม้ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาเพียงบางจุด แต่อย่างกรณีที่เมืองเพียน่าจะเป็นต้นแบบ หรือโมเดล ในการที่จะขยายพื้นที่อื่นๆ ในอนาคต แต่เกษตรกรเจ้าของที่ต้องให้ความร่วมมือด้วย
----------
ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน
นายบุญจันทร์ สิมหลวง เกษตรกรจาก ต.เมืองเพีย เล่าว่า ก่อนที่กรมพัฒนาที่ดินจะแก้ปัญหาดินเค็ม โครงการปลูกต้นไม้ทนเค็มเพื่อป้องกันการแพร่กระจายดินเค็มในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ชี มูล นั้น ยอมรับว่าสภาพดินย่ำแย่มาก เพราะเพาะปลูกแทบไม่ได้เลย อย่างที่บ้านมีพื้นที่ 19 ไร่ ทำนาปีได้ผลผลิตปีละ 90-100 กิโลกรัมต่อไร่ เพราะปลูกไม่ขึ้น ชาวบ้านส่วนหนึ่งจึงยึดอาชีพต้มเกลือขาย แต่หลังจากกรมพัฒนาที่ดินมาช่วยแก้ปัญหา พร้อมๆ แนะนำให้ความรู้ ด้วยการฝากอบรมเกษตรกร ทำให้ที่ดินของเขาสามารถทำการเพาะปลูกได้ทั้งหมด และสามารถทำนาได้ข้าวปีละ 300-350 กิโลกรัมต่อไร่
นอกจากนี้เกษตรกรยังมีรายได้จากการปลูกยูคาลิปตัสตามคันนา ปลูกไม้ผลจำพวกมะม่วง น้อยหน่า ปลูกโสน และบางส่วนหลังจากทำนาแล้วชาวบ้านได้ปลูกพืชผัก คาดว่าในอนาคตเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะขณะนี้สภาพดินดีขึ้นเป็นลำดับ แต่เกษตรกรต้องพยายามแก้ปัญหาในที่ดินของตัวเองด้วย ไม่ใช่รอให้หน่วยงานรัฐมาส่งเสริมอย่างเดียว เกษตรกรต้องยึดหลักการ "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ด้วย
----------
(หมายเหตุ : 'เมืองเพียโมเดล' พิชิตดินเค็ม ชุบชีวิตใหม่เกษตรกรอีสาน : โดย ... ดลมนัส กาเจ)
----------



