
ค่ายสารคดีสร้างจิตวิญญาณนศ.มมส.
สร้างจิตวิญญาณนศ.มมส. กับค่ายสารคดี'บางคนที' : โดย...ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ
"การเข้าค่ายเขียนสารคดีหนูไม่ได้คาดหวังว่าออกจากค่ายต้องเขียนเก่ง ต้องเขียนงานส่งอาจารย์ให้ได้ดี แต่การได้มาสัมผัสบรรยากาศจริงเป็นสิ่งที่ดีในการเขียนงาน เพราะถ้าจะนั่งเขียนสารคดีในห้องเรียนจะให้ได้ดีคงเป็นไปไม่ได้ และการได้มา อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม เป็นค่ายที่คุ้มที่สุดที่เคยไปค่ายมา พรุ่งนี้ (1 ก.ค.) ก็จะกลับมหาวิทยาลัยแล้วไม่อยากกลับเลย" สุนิตย์ บุญมา หรือติ๊ก วัย 20 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวารสารศาสตร์ เอกนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) เล่าความรู้สึกหลังจากเดินทางมาเข้าค่ายในโครงการฝึกปฏิบัติการการเขียนสารคดี "บางคนที : พื้นที่แห่งสายน้ำและความเปลี่ยนแปลง" ระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน-1 กรกฎาคม 2555 ที่ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม
ติ๊ก เล่าว่า การได้ลงพื้นที่จริง สัมผัสบรรยากาศจริง ทำให้เกิดความรู้สึกในการถ่ายทอดอารมณ์ของเรื่องราวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกประเด็นอย่างไรให้น่าสนใจ ทั้งสดและใหม่ด้วย และอีกประการสำคัญเป็นการกระตุ้นจิตวิญญาณนักเขียนได้ดีเลยทีเดียว นอกจากนั้นยังได้มิตรภาพระหว่างเพื่อนร่วมค่าย จากเดิมเพื่อนบางคนคุยกันน้อยมาก หรืออาจไม่คุยกันด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เรารู้จักกันหมดทุกคน เรียกได้ว่าสนิทเลยก็ได้ ปกติการเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยอาจารย์ผู้สอนก็จะให้ลงพื้นที่จริงรอบๆ มหาวิทยาลัยอยู่แล้ว แต่การมาที่นี่จะแตกต่างตรงที่ได้เรียนรู้วิถีการดำเนินชีวิตของคนต่างภูมิภาค หากจัดค่ายไปที่ภาคอีสานเธอคิดว่าอาจไม่น่าสนใจ และน่าตื่นเต้นมากพอ
"ก่อนลงพื้นที่จริงอาจารย์จะมอบหมายงานให้หาประเด็น เพื่อกลับมาเขียนโครงสร้างสารคดีที่เกี่ยวกับ อ.บางคนที ซึ่งที่นี่ ก็มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เช่น อัมพวา ตลาดน้ำท่าคา ตลาดน้ำบางน้อย ดอนหอยหลอด ตลาดร่มหุบ ซึ่งแต่ละที่มีจุดเด่นแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตของคนอัมพวา จากเมื่อก่อนอยู่อย่างสงบ เรียบง่าย แต่ทุกวันนี้ทุนนิยมเข้ามาแทนที่ แต่ยังเหลือตลาดน้ำท่าคายังคงวิถีเดิมไว้ได้มากที่สุด แต่ตอนนี้กำลังจะถูกกลืนไปเหมือนกัน ดังนั้นพวกเราคิดจะส่งโครงสร้างสารคดีเรื่อง "น้ำอดีต น้ำอนาคต" โดยการนำเสนอตัวละครที่เป็นคนสูงวัยในพื้นที่ให้เล่าอดีต ส่วนปัจจุบันต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมจากที่สายตาเห็น เช่น อบต. นายทุน นักท่องเที่ยว" ติ๊ก กล่าว
การเข้าค่ายตลอด 2 วันได้ลงพื้นที่ อาจารย์ผู้รับผิดชอบโครงการจะให้นักศึกษาแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 4-5 คน หลังจากนั้นมอบหมายงานให้คิดประเด็นเขียนสารคดีที่เกี่ยวกับพื้นที่ โดยจะให้นำเสนอวันสุดท้ายของการลงพื้นที่ คือวันที่ 30 มิถุนายน โดยทุกกลุ่มได้รับคำชื่นชมจากอาจารย์ และอดีตนักเขียนสารคดีนิตยสารสารคดี วิทยากรเชี่ยวชาญด้านการเขียนสารคดี และผู้เชี่ยวชาญด้านถ่ายภาพจากปราดเปรียวสตูดิโอ หลังร่วมค่ายให้ความรู้แก่ชาวค่าย ว่าในเวลาที่จำกัดแต่นิสิตสามารถคิดประเด็นได้ในลักษณะนี้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จจากเป้าหมายที่วางไว้คือ คิดประเด็นในเวลาที่จำกัด
อาจารย์พิษณุลักษณ์ ปิตาทะสังข์ หรือ อ.บัมพ์ อาจารย์ผู้รับผิดชอบโครงการ บอกว่า ค่ายฝึกปฏิบัติการการเขียนสารคดีจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แต่ละปีอาจารย์จะลงพื้นที่สำรวจสถานที่ก่อนที่จะนำนิสิตมาเข้าค่าย โดยตลอด 4 ปีที่ผ่านมาค่ายจะจัดขึ้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด สิ่งที่นิสิตสัมผัสไม่ผิดเปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก แต่ในปีนี้ต้องการให้นิสิตได้สัมผัสสิ่งใหม่ๆ และแปลกตาจากถิ่นที่เขาอยู่ อย่างน้อยเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งใหม่ รู้จักคิดประเด็น แตกประเด็น สังเกตสิ่งรอบตัว จะนำไปสู่งานเขียนสารคดีในที่สุด
"ค่ายนี้เราจะจัดทุกปี ในช่วงที่เด็กๆ อยู่ปี 2 เทอม 2 ในรายวิชาการเขียนสารคดี แต่ที่ต้องเลื่อนมาตอนเด็กอยู่ปี 3 เพราะช่วงนั้นที่คณะมีงานเข้ามาก แต่มันเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องพาเด็กมาให้ได้ โดยให้เขียนงานสารคดีส่งในรายวิชานิตยสาร ตีพิมพ์ในนิตยสารป้ายรถเมล์ เป็นนิตยสารฝึกปฏิบัติระหว่างเรียนชั้นปี 3 แต่ระหว่างการเข้าค่ายเรายังจะไม่ให้เด็กเขียนส่งงานเลย จะให้เขียนส่งหลังจากกลับถึงมหาวิทยาลัยแล้ว เพราะด้วยเวลาที่จำกัด แต่ชื่นชมว่าในเวลาแค่นี้ เขาสามารถทำได้ตามคำสั่งได้ก็โอเคแล้ว" พิษณุลักษณ์ กล่าวในที่สุด
การเรียนในห้องเป็นการเรียนอย่างหนึ่ง การลงพื้นที่เป็นการเรียนรู้อีกอย่างหนึ่ง กล่าวได้ว่าห้องเรียนไม่จำกัดว่าต้องเป็นห้องสี่เหลี่ยมเสมอไป เพราะการเรียนรู้ไม่มีที่จำกัด ทุกที่ทุกเวลา ล้วนแต่เป็นการเรียนรู้อย่างไม่มีวันจบสิ้น ขึ้นอยู่กับผู้เรียนว่าจะซึมซับการถ่ายทอดได้มากน้อยแค่ไหนนั่นเอง ...
...........................................................
(สร้างจิตวิญญาณนศ.มมส. กับค่ายสารคดี'บางคนที' : โดย...ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ)



