ไลฟ์สไตล์

ภูเขา(เป็นสิ่ง)มีชีวิต

ภูเขา(เป็นสิ่ง)มีชีวิต

15 ก.ค. 2555

ศิลป์แห่งแผ่นดิน : ภูเขา(เป็นสิ่ง)มีชีวิต : โดย ... ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

          ผมได้รับเชิญให้เขียน “นิทาน” ไดอารี ประจำปี ของมูลนิธิหนึ่ง เป็นโจทย์ยากสำหรับผมยิ่งนัก ใครๆ ดูว่าผมเป็นคนรักเด็ก (จริงๆ แล้วก็คงจะรักแต่ลูกหลานของตัวเองนั่นแหละ) อาจเป็นเพราะบทกวีหลายชุดของผม มีตัวละครเป็นเด็ก ตั้งแต่ “ตุ๊กตารอยทราย” มาถึง “มือนั้นสีขาว” กระทั่ง “ก็พอใจอยากจะรักให้นักหนา” ที่มีนกน้อย และหน็อยแน่ สองพี่(สาว)น้อง(ชาย) เป็นตัวเดินเรื่อง และชุดต่อมาคือ “เรไรไลลา” ซึ่งสองเล่มหลังนี้ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาในระดับชั้นมัธยมต้น-ปลาย (แบบว่า อ่านก็ได้ ไม่อ่านก็ได้)

          คงเพราะผมเขียนหนังสือเด็กไว้ 2-3 เล่ม แต่งเพลงเด็กไว้จำนวนหนึ่ง ภาพลักษณ์ในมุมมองหนึ่งที่ใครๆ มองผมคือ ผมเป็นคนรักเด็ก

          ไม่ได้ให้ลูกเรียน “โฮมสคูล” ผมส่งลูกไปโรงเรียนในระบบตามระบบ เหมือนคนทั่วไป

          กวีอย่างผมได้แค่สอนลูกว่า โลกทั้งใบนี่แหละคือโรงเรียน เวลาเรียนคือเวลาทั้งชีวิต ถ้าเรามีหัวใจนักเรียน ทุกคน ทุกสิ่ง ทุกอย่างล้วนเป็นครูเรา ไม่มีการเรียนพิเศษอีก เพราะการเรียนเป็นเรื่องพิเศษ และวิเศษอยู่แล้ว มีการบ้านที่ครูให้ และการบ้านที่ครูไม่ให้ มีการบ้านที่เราให้ตัวเรา มีการประเมินผลโดยครู และต้องมีการประเมินผลโดยตัวเอง โดยชีวิต แม้ว่าครูให้ดาว หรือตัดดาวคะแนน แต่ก็ยังมีดาวอยู่เต็มท้องฟ้ายามราตรี ประสากวีก็ว่าไป

          ผมเดินทางไปทำกิจกรรมสำหรับเด็กอยู่เนืองๆ ต่อเนื่องมานับสิบๆ ปี ทำมาทำไปกลายเป็นว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องปรับความคิด ปรับจิตปรับใจ ไม่มีวันเป็นผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญอะไรกับเขาได้ 

          เมื่อล่าสุดที่ผมไปสอนเด็กวาดรูป (ตกแต่งภายใน) บ้านดิน ที่โรงเรียนวัดสะนำ อ.บ้านไร่ ทำให้ผมยิ่งห่างไกลจากความคาดหวังใดๆ ของผู้ใหญ่ แต่ผมกลับได้เพียงหัวใจของเด็กๆ ได้ใจเด็กมา และให้ใจเด็กไป

          วันนั้นผมลืมคิดถึงผู้ใหญ่ไปเลยว่า ผู้ใหญ่ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนจะพอใจในผลงานของเด็กๆ หรือไม่

          ผนังดินทั้ง 5 ด้าน ปรากฏภาพเขียนฝีมือเด็กๆ (อายุ 13-16 ปี) โดยเป็นไปตาม “ยถากรรม” คำนี้มีความหมายทางธรรมว่าอย่างไร ขอให้ทุกคนไปค้นคว้าเอาเอง ส่วน “เรา” (หมายถึงผมและเด็กๆ) มีแต่ความสนุก” ซึ่งนับเป็นความ “สุข” อย่างหนึ่ง ความสนุกของเด็กๆ ต่างจากความสนุกของผู้ใหญ่ทั่วๆ ไป หลายส่วนอยู่

          เราใช้สีหลักเพียงสีเดียว คือ สีแดง (มีสีขาวมาช่วยผสมเพื่อเพิ่มปริมาณ) ใช้ฟองน้ำตัดเป็นชิ้นเล็กๆ “จุ่มจิ้ม” แทนพู่กัน ใครใคร่ใช้นิ้วใช้มือ สันมือ ฝ่ามือ ก็ตามอัธยาศัย ใครคิดอะไรก็คิดไป รู้สึกอย่างไรก็ทำไป มีแผนอะไรอยู่ในใจ จะปรึกษากันก็ตามแต่ เราแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน ประจำผนังขนาดประมาณ 5-6 ตารางเมตร แต่ละกลุ่มสุมหัวกันโดยต่างมีอิสระ ขณะรวมหัวกันทำงานเป็น “ทีม”

          ผมกลายเป็นเด็กไปอีกคน แต่ใครที่ลึกซึ้งหน่อยมาดูชมผนังทั้ง 5 ด้าน ย่อมจะรู้ว่าในบรรดาภาพเขียนแต่ละภาพในจุดต่างๆ ทั้งห้องนั้น มีเด็กปลอมๆ (อย่างผม) อยู่คนหนึ่ง

          กว่าผู้ใหญ่จะเข้าใจ เข้าถึง ซึ่งเราหวังกันว่าจะ “พัฒนา” ขอเชิญผู้ใหญ่มาทัศนาภาพเขียนของเด็กๆ ดูหน่อยเป็นไร “อย่าระบายสีเลยออกนอกขอบนะ” “ระบายสีให้เรียบนะ” "ต้องวาดให้เหมือน” “อย่าให้ผิดสัดส่วน” “ระวังอย่าให้เลอะ” ฯลฯ ...แต่ละประโยคของผู้ใหญ่ที่ยกมา ไม่มีอะไรผิด เพียงแต่บ่งบอกถึงความ “ไม่เข้าใจ” หรืออาจจะ “เข้าใจ” แต่ไม่ “เข้าถึง” หรือเข้าไม่ถึงนั้นเอง

          มีเรื่องเทียบเคียงเรื่องหนึ่ง จะเล่าให้ฟังครับ คือ เด็กชายคนหนึ่งคับข้องใจมาก เรื่องที่ครูหักคะแนนเขาไปหนึ่งดวง เพราะเขาดันไปตอบว่า “ภูเขาเป็นสิ่งมีชีวิต”

          ประเด็นนี้สำคัญมากนะครับ แทนที่ครูจะประกาศิตไปว่า เด็กตอบผิด พร้อมพิพากษาลงโทษ ตัดดาวคะแนน (ครูทำให้ “ดาว” มีความหมายขึ้นมาเองมิใช่หรือ) ครูน่าจะเปิดทางให้เขา ฝันต่อ เรื่องภูเขาเป็นสิ่งมีชีวิต แทนการตัดสินผิดถูก

          ทัศนคติที่ว่า ภูเขาเป็นสิ่งไม่มีชีวิตใช่ไหม ที่ทำให้มนุษย์กระทำต่อภูเขาอย่างไร้เมตตาเช่นนี้ ผมว่า ผู้ใหญ่ควรปรับ “วิถีคิด” เสียใหม่ เอาดาวคะแนนไปคืนเด็กชาย พร้อมออกเดินทางไปยังภูเขาพร้อมกับเขา เพื่อถามภูเขาเสียให้รู้เรื่องไป 

          ผมเชื่อว่า หากครูยอมออกเดินทางไปกับเขา ครูต้องได้รับคำตอบแน่นอนว่า “ภูเขาเป็นสิ่งมีชีวิต”

 

 

--------------------

(ศิลป์แห่งแผ่นดิน : ภูเขา(เป็นสิ่ง)มีชีวิต : โดย ... ศักดิ์สิริ มีสมสืบ)