
"ขอพร-ตะลอนเที่ยว" บนถิ่นมังกร
05.00 น. กริ๊ง กริ๊ง กริ๊งๆๆๆๆๆ...เสียงโทรศัพท์ตั้งเวลาปลุกจากโอเปอเรเตอร์ส่งเสียงร้องโวยวายอย่างบ้าคลั่ง กระตุกทุกเส้นประสาทจนไม่เหลืออารมณ์อ้อยอิ่งแม้แต่เพียงเศษเสี้ยวนาที ทั้งที่อากาศต่ำกว่า 10 องศาก็สุดแสนจะเป็นใจอย่างร้ายเหลือ หากไม่ติดว่าจะต้องลากกร
พูดถึง "ฮ่องกง" นึกถึงอะไร???
แน่นอนว่า แหล่งช็อปแหล่งกินและแหล่งเที่ยว ย่อมผุดขึ้นในสมองก่อนเป็นอันดับแรกๆ แต่จะมีสักกี่คนรู้บ้างว่า ดินแดน ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยศิวิไลแห่งนี้ ก่อนจะมาเป็นศูนย์กลางพาณิชย์และเมืองท่าน้ำลึกชื่อก้องโลก เคยมีสถานะเป็นเพียงเกาะเล็กๆ ทำหน้าที่เพียงเป็นแหล่งขนถ่ายสินค้าประเภทไม้หอม จนได้ชื่อว่า "เซียงก่าง" ซึ่งมีความหมายว่า "ท่าเรือหอม" และ ท่านลอร์ด Palmerston ผู้สำเร็จราชการคนแรกของประเทศอังกฤษ กลับตั้งสมญานามให้ว่า "หินไร้ค่า" เพราะเป็นพื้นที่มีแต่หินโสโครกหาประโยชน์อันใดมิได้ แต่ที่เจริญรุ่งเรืองมาได้จนถึงเพียงนี้ ก็เพราะชาวผู้ดีนั่นแหละที่ช่วยวางรากฐานการศึกษา การปกครอง และผังเมืองเป็นอย่างดี
ถึงแม้ฮ่องกงจะถูกปกครองโดยอังกฤษยาวนานถึง 99 ปี แน่นอนว่าต้องรับเอาวิถีชีวิต วัฒนธรรมความคิด ความเป็นอยู่อย่างชนชาติตะวันตกเอามาใช้ในชีวิตประจำวันบ้าง แต่สำหรับด้านความเชื่อ ชาวจีนฮ่องกงส่วนใหญ่ยังคงนับถือศาสนาพุทธแบบมหายาน และสิ่งหนึ่งที่ยังคงฝังรากลึกและเหนียวแน่นนั่นคือ ความเชื่อในศาสตร์ของฮวงจุ้ย ทั้งตึกสูงใหญ่ อาคารทันสมัย ห้องชุดที่พักอาศัย และแม้แต่ถนนหนทาง สะพานอุโมงค์ ล้วนต้องแอบอิงสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น ว่ากันว่าถึงขนาดที่มหาเศรษฐีท่านหนึ่งยอมทุบบ้านราคาหลังละหลายสิบล้านดอลลาร์ฮ่องกงทิ้งทั้งหลังเพื่อสร้างขึ้นใหม่ เพียงเพราะโดนทำนายทายทักจากซินแสว่า สร้างผิดหลักนั่นเอง
ใช่ว่าชาวฮ่องกงจะให้ความสำคัญกับศาสตร์ฮวงจุ้ยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น อย่างในช่วงเทศกาลปีใหม่ตรุษจีนแต่ละปี ผู้คนจะพากันหลั่งไหลออกไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามสถานที่ต่างๆ อย่างเช่น ที่หาดรีพลัสเบย์ ซึ่งทั้งองค์เจ้าแม่กวนอิม สะพานต่ออายุ เทพเจ้าแห่งความรัก เทพเจ้าแห่งโชคลาภ... "เสียงของไกด์สาวชาวไทยยังคงสาธยายเจื่อยแจ้วเกี่ยวกับวัฒนธรรมด้านความเชื่อสลับไปมากับการชี้ชวนให้ดูทิวทัศน์สองข้างทาง
หลังจากตะลอนชมเมืองตามหลักฮวงจุ้ยอยู่พักใหญ่ๆ ฉันก็มีโอกาสได้ไปทำความรู้จักกับ "วิคตอเรียพีค" จุดชมวิวชั้นเลิศอันเป็นความภาคภูมิใจของเจ้าถิ่น แต่ฉันแอบเรียกว่า จุดชมตึกระฟ้าซะมากกว่า เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนสองลูกกะตาเป็นต้องปะทะกับแท่งคอนกรีตสูงลิบไปซะทุกทิศทุกทาง
สำหรับกรุ๊ปทัวร์เมื่อต้องไปเยือนฮ่องกง สิ่งที่ไกด์ไม่เคย(ยอม)พลาดนั่นคือ การพาเข้าเยี่ยมชมโรงงานทำจิลเวลรี่ ซึ่งมีให้เลือกทั้งเพชรทั้งพลอยหลากดีไซน์ หลายสีสัน...ยอมรับว่าเห็นแล้วก็ใจสั่นแต่สตางค์ในกระเป๋านี่สิมันไม่สู้เอาซะเลย
ย่าน "จิมซาจุย" เป็นอีกแห่งที่ได้รับการกล่าวขานในหมู่นักท่องฮ่องกงอย่างหนาหู เพราะเป็นแหล่งช็อปสินค้าแบรนด์เนมขนาดใหญ่ แต่หากไม่เกี่ยงเรื่องพะยี่ห้อล่ะก็ ช่วงเวลาย่ำค่ำที่ย่าน "เทมเพิล มาร์เก็ต" (Temple Maket )นอกจากจะมีอาหารทะเลรสแซบถูกใจแล้ว ยังมีสินค้าเลียนแบบเนี้ยน...เนียนราคาพอฟัดพอเหวี่ยงให้เลือกจับจองอีกซะด้วย
อันที่จริงยังอยากจะชอนไชดูความศิวิไลของหินไร้ค่าในอดีตกาลให้นานกว่านี้ หากไม่บังเอิญได้ยินคำบอกเล่าจากเจ้าหน้าที่ของบริษัท ไชน่า ฮอลลิเดย์ จำกัด ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทัวร์ในครั้งนี้ว่า ส่วนหางมังกรอย่างเมือง "เซินเจิ้น" นอกจากสินค้าเลียนแบบที่เป็นแม่เหล็กชั้นดีช่วยดึงดูดนักช็อปแล้วให้เยือนแล้ว "ต้าเหมยซา" ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน้องใหม่หมาดๆ แถมมีขนาดยักษ์ใหญ่ตามสไตล์ความถนัดถนี่ของพี่จีน ภายใต้ชื่อว่า "โอซีที เอิร์ท รีสอร์ต" (OCT East resort) ที่อัดแน่นไปด้วยความบันเทิงครบวงจรตั้งแต่เครื่องเล่นอันหลากหลาย อีกทั้งหาดทรายเทียมขนาดใหญ่ ยังไม่รวมการแสดงโชว์สุดอลังการ และโรงแรมหรู หรือผู้พิสมัยการออกกำลังกายกลางแจ้งก็มีสนามกอล์ฟไว้รองรับ ด้วยการออกแบบอย่างลงตัวบนพื้นที่ขนาด 9 ตารางกิโลเมตร กินกว้างตั้งแต่ภูเขาไปจนถึงทะเล ถูกจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ The Knight Valley, Tea Stream Valley และ The Wind Valley
"โอซีทีฯ " คราวนี้แม้จะเพียงแค่น้ำจิ้ม ...สัญญาว่าครั้งหน้าจะต้องกลับมาอีกแน่นอน!!



