ไลฟ์สไตล์

เตือน!นักบิด'กางร่มกันฝน'เสี่ยงตาย

เตือน!นักบิด'กางร่มกันฝน'เสี่ยงตาย

08 ก.ค. 2555

'สธ.' เตือนนักบิด 'กางร่มกันฝน' ขณะขับขี่อันตราย สุดเสี่ยงตาย หรือพิการจากศีรษะฟาดฟื้น เนื่องจากลมแรงฝนตกหนักจะทำให้ร่มหัก ลมตีหงาย ร่มบังตา ทำให้รถเสียหลักได้ แนะควรใส่ชุดกันฝนจะปลอดภัยกว่า

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 55  นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝนนี้ กระทรวงสาธารณสุขมีความเป็นห่วงผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งข้อมูลของกรมการขนส่งจนถึงล่าสุดมีผู้ใช้รถประเภทนี้มากอันดับ 1 ในประเทศ จำนวนมากถึง 18 ล้านกว่าคัน เฉลี่ยบ้านละ 1 คัน พฤติกรรมที่น่าห่วงและพบเห็นได้ทั่วไปทั้งในเขตเมืองและชนบท คือ มักมองข้ามความปลอดภัย โดยจะไม่สวมหมวกกันน็อค แต่จะกางร่มกันฝนขณะขับขี่หรือซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์แทน ทั้งคนขับกางเอง หรือให้ผู้ซ้อนท้ายกางให้ ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายจากร่มบังตา หรือลมพัดหอบร่มปลิว รถเสียหลักและศีรษะฟาดพื้น ทำให้เสียชีวิตหรือพิการตลอดชีวิต 

          นายวิทยา กล่าวอีกว่า ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์และกางร่มฝ่าสายฝนและลมที่พัดแรง จะทำให้ร่มบังตาคนขับขี่ เกิดอุบัติเหตุรถล้มรถเสียหลักลงข้างทางหรือไปชนท้ายผู้อื่น ร่มอาจหักหรือปลิวไปโดนผู้อื่น หรือลมพัดหอบร่มจนทำให้รถเสียหลัก นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ที่ถือร่ม ต้องบังคับรถมือเดียว เมื่อถนนลื่นจึงไม่สามารถประคับประคองรถได้ ก่อให้เกิดอุบัติเหตุซึ่งพบได้ทุกฤดูฝน ทั้งประชาชนทั่วไป นักเรียน และบุคลากรทางการแพทย์ จากการสอบถามเหตุผลของผู้ขับขี่มอเตอร์ไซด์ที่ใช้ร่มกางกันฝน ส่วนใหญ่บอกว่าสะดวกกว่าใช้เสื้อกันฝนเพราะพับเก็บง่าย และเร่งรีบออกไปทำงาน ทำธุระนอกบ้าน หรือไปเรียนขณะฝนตก 

          "ขอให้ประชาชนที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ใส่เสื้อกันฝน หรือสวมเสื้อแจ็คเก็ตผ้าร่มแบบกันฝนได้แทนการกางร่มกันฝน และสวมหมวกกันน็อคแบบมีหน้ากาก เพื่อช่วยป้องกันศีรษะเปียกและฝนสาดเข้าใบหน้า เข้าตา หากไม่มีเสื้อกันฝน ให้เตรียมเสื้อผ้าแห้งใส่ถุงไปเปลี่ยนที่ทำงาน หากเป็นไปได้ควรหยุดรถหลบฝน รอให้ฝนซาหรือหยุดตกก่อนแล้วค่อยเดินทางต่อ เพื่อความปลอดภัย"

          ทั้งนี้ สถิติการเกิดอุบัติเหตุจราจรในปี 2553 ที่ผ่านมา กรมควบคุมโรค โดยสำนักระบาดวิทยาได้รายงานข้อมูลอุบัติเหตุจราจร เดือนมกราคม 2553 - ธันวาคม 2553 มีผู้เสียชีวิต 10,409 ราย บาดเจ็บ 567,701 ราย โดยข้อมูลระบบการเฝ้าระวังการบาดเจ็บระดับชาติ (IS) พบว่า สัดส่วนผู้บาดเจ็บเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ถึงร้อยละ 82.58 โดยผู้บาดเจ็บรุนแรงที่ไม่สวมหมวกนิรภัยถึงร้อยละ 85.73