ไลฟ์สไตล์

'ตึกแถว'คืนชีพ

'ตึกแถว'คืนชีพ

07 ก.ค. 2555

'ตึกแถว'คืนชีพ : คอลัมน์ คลินิกคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล

          ในสภาพสังคมเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทั้งในด้านเศรษฐกิจ, สังคมและการเมือง บางครั้งในอารมณ์ที่สับสน ผมมักจะมองย้อนกลับไปหา “ของดี มีอยู่” ในอดีต เพื่อหาคำตอบสำหรับการก้าวอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต เชื่อไหมครับว่าผมค้นพบคำตอบอยู่แค่ปลายจมูก ขอสารภาพตามตรงว่าผมกลับมาสนใจอาคารประเภท “ตึกแถว” ซึ่งหากชาวคนรักบ้านยอมรับความจริงแล้วจะพบว่า “ตึกแถว” เป็นอาคารที่อยู่คู่สังคมไทยมานานหลายร้อยปีตั้งแต่ครั้ง “ล้นเกล้ารัชกาลที่  5” เสด็จประพาส “สิงคโปร์” “มะละกา”  และ “ชวา” ฯลฯ
 
          จากการที่ “พระพุทธเจ้าหลวง” ได้เสด็จประพาสในครั้งนั้น สิ่งหนึ่งที่พระองค์ท่านได้ทรงนำกลับมาพัฒนา “สยาม” ประเทศ  คืออาคารประเภท “ตึกแถว” โดยได้เริ่มต้นทดลองสร้างที่บริเวณ “ท่าช้าง วังหลวง” และกระจายออกไปย่าน “แพร่งสภา”  “แพร่งนรา”  ฯลฯ ตลอดจนย่านถนน “เจริญกรุง” หรือ “นิวโรด” ซึ่งในยุคนั้นจัดได้ว่าเป็นถนนตัดใหม่ เป็นการขยายขอบเขตย่านธุรกิจการค้าของพระนครออกไปจาก  “เกาะรัตนโกสินทร์” นับแต่นั้นมา “ตึกแถว” ก็กลายเป็นมรดกทางศิลปะสถาปัตยกรรมที่ยืนยงคงอยู่คู่สังคมไทยมาโดยตลอด
 
          จากการที่ผมได้สนใจเรื่อง “ตึกแถว” และวิวัฒนาการเรื่อง “ตึกแถว” นี้แหละครับ ทำให้ผมต้องกลับไปสนใจศึกษาค้นคว้า “ตึกแถว” อย่างจริงๆ จังๆ ทั้งใน “สิงคโปร์” “มะละกา” “ภูเก็ต” “พังงา” ฯลฯ ตลอดจน “กรุงเทพฯ” ที่ยังคงหลงเหลือ “ตึกแถว” ที่เป็นรูปแบบดั้งเดิมในยุค “คลาสสิก” อยู่ ในเชิงช่างเรียกสไตล์นี้ว่า “ชิโน-โปรตุกีส” (Sino-Portuguese) ซึ่งก็น่าแปลกนะครับว่ารากแท้ๆ ของ “ตึกแถว” ในเอเชียเป็นการผสมผสานระหว่างความเป็น “ยุโรป”  กับ “ตะวันออก” คือ “โปรตุเกส” กับความเป็น “จีน” ที่กลายเป็นลักษณะเฉพาะ
 
          นักวิชาการบางท่านรวมทั้งผมก็เชื่อว่ายังมีกลิ่นอายของความเป็น “เมอร์ดิเตอร์ริเนียน” (Mediterranean) จะว่าไปแล้ว  “ตึกแถว” มาเฟื่องฟูอย่างจริงๆ จังๆ ในยุคการล่าอาณานิคมของบรรดาชาติ “ยุโรป” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นยุคล่าอาณานิคมที่มาพร้อมกับโครงข่ายการค้าทางทะเลที่เฟื่องฟู รวมทั้งยุคของอุตสาหกรรมการทำเหมืองแร่ดีบุกและสวนยางพาราในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 
          ที่น่าสนใจมากครับ พอศึกษาเจาะลึกไปที่ “สิงคโปร์” ค้นพบว่าการก่อสร้าง “ตึกแถว” เริ่มเฟื่องฟูตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 18-19 เป็นต้นมา โดยมีลักษณะเป็นอาคารที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย รวดเร็วมีความสูง 2-3 ชั้น ต่อเนื่องเป็นแถวและใช้ผนังร่วมกัน แต่พอศึกษาลึกลงไปอีกก็ค้นพบว่าอาคารในสไตล์ “ตึกแถว” เหล่านี้แท้จริงแล้วได้เริ่มต้นในจีนตอนใต้ ในมณฑล “ฝูเจี้ยน” และ “กวางดอง” ซึ่งมีอาณาเขตติดกับชายฝั่งทะเลและชาว “จีน” ในมณฑลเหล่านี้แหละครับอพยพเคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่ “สิงคโปร์” ซึ่งในช่วงนั้นยังเป็นดินแดนภายใต้อาณัติการปกครองของ “อังกฤษ” อยู่ครับ
 
          ถึงขนาดมีบันทึกชัดเจนว่า ในปี ค.ศ.1882  สมัยที่ “เซอร์ สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์”  ยังปกครอง “สิงคโปร์” อยู่ก็มีแนวคิดที่ชัดเจนเกี่ยวกับ “ตึกแถว” ว่าควรจะเป็นอาคารมีขนาดใกล้เคียงกันทั้งความกว้าง ยาวและสูง อีกทั้งมีลักษณะเป็นอาคารประเภท  “เรือนแถว” ต่อยาวเนื่องกันไป และมีเฉลียงด้านหน้าเพื่อคุ้มแดดคุ้มฝน  ซึ่งเรียกศัพท์ทางเทคนิคว่า “Five-foot-way”  หรือ “ทางเดินด้านหน้าขนาด 5 ฟุต” (ประมาณ 1.50 เมตร) ซึ่ง “ตึกแถว” ลักษณะนี้ก็ยังคงมีให้เห็นทั่วไปครับ
 
          ยิ่งศึกษาลึกลงไปเท่าไรก็ยิ่งค้นพบความไม่ธรรมดาของอาคาร “ตึกแถว” มากยิ่งขึ้นครับ จากการที่ผมได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตที่ “อังกฤษ” เกือบ 10 ปี ก็เห็นอาคารประเภท “ตึกแถว” อยู่เกลื่อนกลาดดาษดื่นทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามเมืองใหญ่ๆ ทำให้เกิดความสงสัยว่า หรือ “ตึกแถว” จะกลายเป็นสถาปัตยกรรมแบบ “ไฮโซ-โลว์คอสต์” แบบ “ตัวจริง-เสียงจริง” ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกก็เป็นได้ เอาไว้มาต่อกันอีก 2 สัปดาห์ครับ มาค้นหาความลับของ “ตึกแถว” ที่ผมเชื่อว่าเป็นอาคารประเภท “ประโยชน์สูง ประหยัดสุด” อย่างแท้จริง  และลองมาหาคำตอบกันว่าในอนาคต “ตึกแถว” ยุคใหม่ที่ผมเชื่อว่าจะฟื้น “คืนชีพ” อีกครั้ง จะปรับเปลี่ยนตัวไปอย่างไร   จึงจะสามารถตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ในยุคเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ครองโลกครับ
.......................................
(หมายเหตุ 'ตึกแถว'คืนชีพ : คอลัมน์ คลินิกคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล)