
ไฟเขียว!บรรจุหลักสูตรภูมิปัญญาไทย
นายกฯ ไฟเขียว บรรจุหลักสูตรภูมิปัญญาไทย เน้น เอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ไม่กระจายจนขาดเอกลักษณ์ ชี้รัฐบาลพร้อมต่อยอดหาตลาดกระจายสินค้า สร้างรายได้สู่ชุมชุน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 5 ก.ค. 55 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมสมัชชาครูภูมิปัญญาไทยแห่งชาติ ที่จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา โดยมีนายศักดา คงเพชร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ และนายเอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ เลขาธิการสภาการศึกษา ให้การต้อนรับ
ทั้งนี้นายกฤษณ์ ฤทธิ์เดชา ครูภูมิปัญญาไทยรุ่นที่ 3 ด้านศิลปกรรมในฐานะนายกสมาคมครูภูมิปัญญาไทย กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้จัดประชุมสมัชชาครูภูมิปัญญาไทยใน 4 ภูมิภาคไปแล้ว 4 ครั้ง ในแต่ละครั้งจากเวทีการเรียนรู้ สิ่งที่ได้ค้นพบมีทั้งความต้องการและปัญหาที่จะนำมาพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ให้กับชุมชนท้องถิ่นและบ้านเมือง รวมทั้งพัฒนาเพิ่มพูนศักยภาพ จึงมีข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ดังนี้
1. ความรู้ภูมิปัญญานับวันจะสูญหายไป เรานำความรู้และวัฒนธรรมจากภายนอกซึ่งเป็นเรื่องไกลตัวมาใช้กับสังคมไทย จึงวอนขอให้นายกฯได้ให้การสนับสนุนการจัดการศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยอย่างจริงจัง โดยกำหนดให้มีการบรรจุหลักสูตรภูมิปัญญาทุกสาขาไว้ในการศึกษาทุกระดับ
2. ครูภูมิปัญญาไทยมีความพร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้ของตัวเอง แต่กลับถูกมองข้ามไป หากการศึกษาในระดับต่าง ๆ และสังคมเห็นความสำคํยของพวกเรา พวกเราก็ยินดีที่จะไปถ่ายทอดความรู้และทำงานงาน ให้เป็นที่ยอมรับและนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศได้
3. พวกเราถ่ายทอดความรู้ไปตามศักยภาพที่เราทำได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงเป้าหมายปลายทาง หากได้รับการสนับสนุนในเรื่องของงบประมาณบ้าง ความพร้อมของสถาณที่บ้าง อุปกรณ์ในการสร้างงาน รวมทั้งสวัสดิการที่จำเป็นบ้างแล้วก็จะทำให้เราทำงานรับใช้สังคมประเทศชาติได้อย่างเต็มความสามารถ
4. เพื่อสร้างความเข้มแข็ง และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนชุมชนในท้องถิ่น การเทียบโอนความรู้ประสบการณ์ของครูทั้ง 9 ด้าน การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ของภูมิปัญญาไทยจะเป็นกลไกสำคัญของการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาภูมิปัญญาไทยให้เป็นมรดกสำคัญของชาติสืบไป
5. การดำเนินงานด้านภูมิปัญญาไทย ปัจจุบันการทำงานด้านภูมิปัญญามีหลายหน่วยงาน ดำเนินงานทำให้เกิดงานซ้ำซ้อน ควรมีการเชื่อมโยงการทำงานและสร้างเครือข่ายร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยอาจกำหนดให้มีหน่วยงานขึ้นเพื่อทำงานเรื่องภูมิปัญญาอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการเฉพาะ
6. ให้การสนับสนุนการจัดตั้ง “กองทุน” หลายกองทุนด้วยกัน นับเป็นนโยบายที่สร้างสรรค์ประโยชน์ ตนจึงเชื่อว่า ภูมิปัญญาไทยจะได้รับการดูแลจากรัฐบาล โดยจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาภูมิปัญญาไทย” ขึ้น เพื่อเป็นกองทุนหมุนเวียน แข่งขันกับนานาประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลเห็นความสำคัญที่เราต้องมาร่วมทำงานกันกับกระทรวงศึกษาธิการ และครูภูมิปัญญาทุกท่านที่มาร่วมหารือกันในครั้งนี้ ซึ่งจากการฟังข้อเสนอจากนายกสมาคม หลาย ๆ ข้อเป็นข้อคิดที่ดี ซึ่งตนเห็นด้วยในหลักการที่ว่าเรามีผู้ที่มีความรู้แต่เรายังไม่ได้ต่อยอดตรงนี้ ตนมองว่าการที่เราต่อยอดสุดท้ายเชื่อว่าเป้าหมายเดียวกัน คือ การสร้างรายได้ให้กับชุมชนเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร ในขณะที่ต้องสานต่อภูมิปัญญาความเป็นวัฒนธรรม ฝีมืออันละเอียดงดงามต่างๆให้เป็นรูปธรรมด้านรายได้
“ดิฉันขอพูดใน 2 มุม คือ 1. เราจะทำอย่างนั้นได้มีองค์ประกอบหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่อง คน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีกระบวนการถ่ายทอด ซึ่งรัฐบาลก็มองการถ่ายทอดโดยใช้กลไกของกระทรวงศึกษาธิการ โดยฝากรัฐมนตรีว่าการการทรวงศึกษาธิการ นำเอาสิ่งเหล่านี้บรรจุให้เป็นหลักสูตรอย่างเป็นรูปธรรม แต่อยากฝากว่า เราต้องวางระบบด้วยว่าแต่ละโรงเรียนหรือแต่ละมหาวิทยาลัยหากจะบรรจุก็ควรจะมีความชำนาญเฉพาะถิ่น อย่าทำกระจายกว้างเกินจนหาเอกลักษณ์แต่ละสถาบันไม่ได้ เพราะว่าแต่ละสถาบันการศึกษารู้อยู่แล้วว่ามีความชำนาญเรื่องอะไร จึงอยากให้ปรับให้เข้ามาสู่แขนงของการถ่ายทอดภูมิปัญญา รวมทั้งปรับในการรับข้อมูลข่าวสารและการถ่ายทอดงานต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไปให้ทันสมัยได้ แต่ไม่สามรถเปลี่ยนแปลงภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ได้”
นายกรัฐมนตรี กล่าวและว่า ในฐานะที่ตนได้เริ่มก่อตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งมีสตรีทั่วประเทศไทยก็พร้อมที่จะทำงานร่วมกับครูภูมิปัญญาไทย ที่จะร่วมกันถ่ายทอดให้กับกลุ่มสตรีที่จะนำภูมิปัญญาเหล่านี้มาสร้างอาชีพเสริมในลำดับต่อไป
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า 2. ในเรื่องสินค้า อยากให้มีการต่อยอดเรื่องการวิจัย คิดค้นพัฒนาสินค้าต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในสมัยปัจจุบันที่จะใช้งานได้ ซึ่งครูภูมิปัญญา ทั้ง 9 สาขา นั้นล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น อย่างเช่นภาคเกษตรกรรม ที่ยังเป็นปัญหาต้องคุยกันว่า จะทำอย่างไรให้พืชผลปลูกได้ผลผลิตมากขึ้น จะทำอย่างไรให้น้ำสร้างความชุ่มชื้นให้กับดิน ซึ่งมีประสบการณ์มากอยู่แล้ว นอกจากนี้ในเรื่องของการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุขมีแผนงานที่จะพัฒนาให้บุคลากรต่างๆด้านภูมิปัญาหรือสินค้าจากภูมิปัญญาได้พัฒนาดีขึ้น สุดท้ายเรื่องการตลาดรัฐบาลพยายามจะเป็นสื่อกลางในการนำสินค้าโอทอปมาพัฒนาต่อยอด ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายในการเชื่อมต่อกับภาคเอกชนและภาครัฐมที่จะช่วยเป็นช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าพื้นบ้าน มาขยายให้กับคนไทยทั้งประเทศ เพื่อเป็นมูลค่าเพิ่มให้กับการต่อยอดภูมิปัญญาไทย ทั้งนี้รัฐบาลขอให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นสื่อกลางในการต่อยอดภูมิปัญญา พัฒนาการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ ไม่อยากให้เป็นการจัดกิจกรรมครั้งเดียวแล้วจบ รัฐบาลอยากเห็นความต่อเนื่องเพราะความรู้ไม่มีขีดจำกัด เพื่อให้คนไทยและทั่วโลกเห็นว่าภูมิปัญญาไทยมีความรู้ความสามารถสามารถจะทำสิ่งต่างๆให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้



