
ภาวะสมองเสื่อม
ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) คือกลุ่มอาการผิดปกติที่ส่งผลต่อการทำงานของสมองหลายส่วนซึ่งพบมากในผู้สูงอายุ โดยสังเกตได้จากการเสื่อมถอยของระบบความจำ
นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความบกพร่องในการใช้ทักษะต่างๆ จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตและการประกอบกิจวัตรประจำวัน เช่น การใช้ภาษาหรือการทำความเข้าใจในการสื่อสาร รวมทั้งพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม
ภาวะสมองเสื่อมเป็นกลุ่มอาการที่มีอุบัติการณ์เพิ่มสูงขึ้นตามอายุ โดยพบผู้ป่วยประมาณร้อยละ 8 ในกลุ่มผู้มีอายุ 65 ปี ร้อยละ 15 ในกลุ่มอายุ 75 ปี และจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึงร้อยละ 40-50 ในกลุ่มอายุ 85 ปีขึ้นไป
สาเหตุของภาวะสมองเสื่อมอาจเกิดได้จากโรคหลายชนิด ซึ่งพอแบ่งกว้างๆ ได้เป็น กลุ่มภาวะสมองเสื่อมที่สามารถรักษาให้หายขาดราวร้อยละ 20 และกลุ่มภาวะสมองเสื่อมที่รักษาไม่หายขาดซึ่งต้องอาศัยการรักษาแบบประคับประคองอีกราวร้อยละ 80 กลุ่มภาวะสมองเสื่อมที่อาจรักษาให้หายขาดได้มักมีสาเหตุจากภาวะเลือดออกในสมอง เนื้องอกในสมองบางชนิด การขาดวิตามินบี 12 ผลข้างเคียงจากการใช้ยาและโรคของต่อมไร้ท่อบางชนิด เช่น ไทรอยด์ ส่วนสาเหตุของกลุ่มภาวะสมองเสื่อมที่รักษาไม่หายขาด ได้แก่ โรคอัลไซเมอร์ และโรคอื่นๆ ที่มีลักษณะอาการใกล้เคียงกันอีก 5-6 ชนิด
ภาวะสมองเสื่อมเกิดจากหลายสาเหตุ การตรวจวินิจฉัยจึงจำเป็นต้องทำอย่างละเอียด เพื่อค้นหาสาเหตุแท้จริงอันมีผลต่อการวางแผนการรักษาและกำหนดขั้นตอนการดูแลผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง ในเบื้องต้นเราอาจสังเกตอาการผู้ป่วยได้จากความบกพร่องของระบบความจำ แต่การจะวินิจฉัยว่าอาการที่เกิดขึ้นนั้นเข้าข่ายภาวะสมองเสื่อมหรือไม่จะต้องประเมินจากปัจจัยร่วมอื่น ๆ ด้วย เช่น ระยะเวลาที่มีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไปเกิน 6 เดือน หรืออาการที่เกิดกับผู้ป่วยนั้นเป็นปัญหาในชีวิตประจำวันหรือไม่ นอกจากนี้ แพทย์ยังต้องตรวจหาความบกพร่องที่แสดงถึงความเสื่อมถอยของศักยภาพการทำงานของสมองด้านอื่น เช่น การใช้ภาษา ความสามารถในการเรียนรู้ การใช้ทักษะต่างๆ ในชีวิตประจำวัน มาประกอบการวินิจฉัยด้วย
ขั้นตอนการวินิจฉัย แพทย์จะใช้การซักประวัติร่วมกับตรวจร่างกายเป็นหลัก โดยเฉพาะการสอบถามจากญาติหรือผู้ดูแล เพราะในระยะแรกผู้ป่วยอาจไม่รู้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จากนั้นจึงตรวจเลือด ประเมินการทำงานของสมองและทำ MRI สมองโดยรวมอีกครั้งเพื่อยืนยันภาวะสมองเสื่อม
อาการของอัลไซเมอร์ออกเป็นสามระยะ
ระยะแรก ผู้ป่วยจะมีความจำถดถอยจนรู้สึกได้ด้วยตัวเอง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเครียด อารมณ์เสียง่ายและซึมเศร้า ระยะนี้คนรอบข้างต้องทำความเข้าใจเมื่อสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลง
ระยะที่สอง อาการจะปรากฏชัดเจนขึ้น ความจำแย่ลงจนบางครั้งจำชื่อคนในครอบครัวไม่ได้ บางรายอาจมีอาการก้าวร้าวถึงขั้นทำร้ายผู้ดูแล ระยะนี้จึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษเพราะผู้ป่วยจะเริ่มสับสน ที่สำคัญควรใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยโดยไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยออกจากบ้านเพียงลำพัง และให้อยู่ห่างของมีคมหรืออุปกรณ์ที่ทำให้เกิดไฟได้
ระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจะมีอาการแย่ลงจนไม่สามารถตอบสนองต่อสิ่งรอบตัว สุขภาพทรุดโทรมคล้ายเป็นโรคเรื้อรัง รับประทานได้ไม่มาก เคลื่อนไหวน้อยลงจนถึงไม่เคลื่อนไหวเลย เนื่องจากสมองเสื่อมเป็นวงกว้างทำให้พูดน้อยลงเรื่อยๆ และมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงจนติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย อันเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของการเสียชีวิต
ทุกวันนี้การรักษาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ทำได้เพียงแค่ประคับประคองเพื่อยืดระยะอาการเท่านั้น เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของสมอง ซึ่งไม่สามารถหยุดการดำเนินโรคได้ อย่างไรก็ตามการนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกถือว่ามีความสำคัญต่อการประคองอาการและคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลได้มาก รวมถึงยังเป็นการป้องกันอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ
นพ.เขษม์ชัย เสือวรรณศรี
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์



