
อินไซด์ครม.'ปู'พลิ้ว'อู่ตะเภา'
'ครม.ยิ่งลักษณ์' หวั่นซ้ำรอยเขาพระวิหาร สั่งถอยสำรวจเมฆของ 'นาซ่า' กลัวถูกตราหน้าไม่รักษาผลประโยชน์ชาติ แก้เกม โยนสภา ถก พลิ้ว เลี่ยง ม.190 ผูกมัด ใช้ ม.179 แทน เชื่อนักวิทยาศาสตร์ เซ็ง ปชป.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม ครม. ในวาระพิจารณาที่ 20 ซึ่งเป็นวาระที่องค์การบริหารการบินและอวกาศ (นาซ่า) ขอใช้พื้นที่สนามบินนานาชาติ อู่ตะเภา เพื่อใช้สำรวจภารกิจการศึกษาการก่อตัวของเมฆ ที่มีผลกระทบต่อภูมิอากาศของอาเซียนในประเทศไทยช่วงเดือนส.ค.ถึงก.ย.นั้น แหล่งข่าวในที่ประชุม ครม. เปิดเผยบรรยากาศในการประชุมวาระนี้ว่า เป็นวาระที่ใช้เวลาในการประชุมยาวนานเป็นทุกฝ่าย แต่ที่ประชุมไม่ได้มีความเครียดหรือซีเรียสกันแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ก่อนครม.จะหารือ นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า ได้เข้ามาร่วมชี้แจง และได้เปิดสไลด์ให้เห็นถึงโครงการต่าง ๆ ของนาซ่า จากนั้น ก็ถูกเชิญออกจากห้องประชุม
แหล่งข่าว ระบุว่า ในที่ประชุม ครม. เกือบทุกฝ่าย เห็นด้วยถึงการเข้ามาทำสำรวจวิจัยในครั้งนี้ เพราะการเข้ามาทำวิจัยของนาซ่าในเชิงวิชาการแล้ว ประเทศไทยจะได้ประโยชน์ทางวิชาการมหาศาล สามารถนำข้อมูลไปใช้วิเคราะห์สภาพภูมิอากาศ และคาดการณ์การเกิดน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อประเด็นดังกล่าว ถูกนำไปเชื่อมโยงกับการเมืองในสถานการณ์เช่นนี้ จึงจำเป็นต้องหาทางออก เพราะอาจสุ่มเสี่ยงกับการถูกฝ่ายตรงข้าม นำไปใช้โจมตีทางการเมือง ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของกรมสนธิสัญญา ก.ต่างประเทศ ที่เสนอให้มีการหารือในกระบวนการทางรัฐสภาก่อน
“ช่วงหนึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ชี้แจงกับ ครม.ว่า แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานความมั่นคง กองทัพ จิสด้า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะออกมาระบุว่า เห็นด้วย แต่รัฐบาลจำเป็นที่ต้องบริหารประเทศด้วยความราบรื่น ดังนั้น จะทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงใจไม่ได้ โดยเฉพาะการจะเกิดวาทกรรมที่ว่า รัฐบาลไม่ปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ เหตุนี้รัฐบาลจึงต้องถอยเพื่ออธิบายให้ได้ว่าไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงอะไรเลย"
แหล่งข่าว ระบุว่า นายกฯ บอกด้วยว่า หากต้องให้รัฐสภาเห็นชอบก่อน ก็จำเป็นต้องทำ ดังน้ัน จึงหาทางออก โดยการให้มีเปิดรับฟังความเห็นของสมาชิกรัฐสภาตามมาตรา179ของรัฐธรรมนูญ
แหล่งข่าว ระบุว่า เดิมทีนายกฯ เสนอให้มีการหารือในรัฐสภา โดยยกมาตรา 190 วรรค 2 ขึ้นมาเป็นเหตุผล เช่นเดียวรัฐมนตรีบางราย ที่เห็นว่า การโยงให้เข้ามาตรา 190 วรรค 2 นั้น ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ประเด็นนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นแย้ง และได้ยืนยันว่า โครงการดังกล่าว ไม่เข้าเกณฑ์ทั้ง 4 หลักการหลัก
คือ 1.ไม่มีส่วนใดเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทย 2.มีการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ 3.มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม 4.มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน และงบประมาณ
ทั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุว่า เมื่ออ้างถึงมาตรา 190 วรรค 2 แล้ว อาจถูกเชื่อมโยงไปถึงการทำสัญญา และข้อตกลงก่อนหน้านี้ได้ ดังนั้น จึงไม่ควรลากมาเข้ามาตรา 190
แหล่งข่าว เปิดเผยด้วยว่า ที่ประชุม ครม. มีการวิเคราะห์เกมส์ของฝ่ายค้าน และยังเชื่อว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์ทำเช่นนี้ ถือว่า เป็นการทำให้ตัวเองอยู่ในภาวะขาลง และทำให้พรรคเสียแนวร่วม ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ โดยต่อจากนี้ ฝ่ายรัฐบาลต้องพูดย้ำกับประชาชนทุกวันว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้สร้างความเสียหายให้กับเรื่องนี้อย่างไร เช่น หากน้ำท่วมประเทศอีก ก็ต้องโทษพรรคประชาธิปัตย์ว่า ขัดขวางการทำการสำรวจ
ทั้งนี้ รัฐมนตรีบางรายพูดถึงขนาดที่ว่า “พรรคประชาธิปัตย์โดนสับขาหลอก คิดว่า รัฐบาลจะผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แต่ก็เข้าใจผิด” นอกจากนี้ ยังถือว่า เป็นเวรกรรมประเทศไทย ที่มีพรรคการเมืองแบบนี้
มีรายงานด้วยว่า บรรดารัฐมนตรียังมีการจับกลุ่มวิเคราะห์กัน หลังเลิกประชุมว่า ทางออกเช่นนี้ น่าจะปลอดภัยสำหรับรัฐบาล เพราะสำหรับฝ่ายตรงข้ามแล้ว มีกลไกที่เตรียมจะเล่นงานรัฐบาล อาทิ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)
“รองนายกฯเฉลิม และครม.หลายคน ก็มีความเห็นว่า หากมีมติผ่านเรื่องนี้ ก็น่าเชื่อว่า จะเป็น ปปช.ที่เข้ามารับลูก และคนที่เป็นเป้าหมายคือรมว.ต่างประเทศ และนายกฯ สุ่มเสี่ยงต่อการซ้ำรอยกับรัฐบาลในสมัยนายสมัคร สุนทรเวช ที่นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ ถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้าน หลังจากรัฐบาลพลาดไปเปิดประชุมสมัยวิสามัญให้ แต่กลับกลายเป็นว่า พรรคประชาธิปัตย์กลับใช้โอกาสครั้งนั้น ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทันที"
แหล่างข่าวระบุว่า ในครั้งนี้ เราจะไม่พลาดท่าให้กับพรรคประชาธิปัตย์อีกแล้ว เพราะถ้าพลาดอีกนายกฯกับรมว.ต่างประเทศ เสร็จแน่ ๆ ดังนั้น เราก็เปิดให้ประชาธิปัตย์ถล่มในสภาดังที่เขาต้องการ แต่ไม่ใช่มาตรา190 วรรค 2 แต่จะเป็นมาตรา 179 แทน มีแรงเท่าไรก็พูดไป เพราะไม่ได้มีการลงมติ



