
ทำนาปลอดสารเคมี กับร.ร.'ทุ่งกะโล่วิทยา'
ทำนาปลอดสารเคมี กับร.ร.'ทุ่งกะโล่วิทยา' : คอลัมน์มองมุมใหม่
รวงข้าวเหลืองอร่ามด้วยปุ๋ยเกษตรอินทรีย์ โครงการ “รักทุ่ง รักถิ่น รักไทย” โรงเรียนทุ่งกะโล่วิทยา พื้นที่ประมาณ 80 ไร่ เปิดสอนชั้น ม.1-ม.6 มีนักเรียนประมาณ 400 คน หมู่ 6 ต.ป่าเซ่า อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ จัดทำขึ้นเพื่อปลูกจิตสำนึกให้นักเรียนรักท้องถิ่น โดยรณรงค์ให้ชาวนาในพื้นที่ ต.ป่าเซ่า และ ต.หาดกรวด หันมาทำนาข้าวเกษตรอินทรีย์ปลอดสารเคมี จนได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ภาคเหนือ ภายใต้โครงการสร้างสำนึกพลเมือง (Project Citizen) 4 ภูมิภาค ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เมื่อปี 2553
นางสมศรี แสงซิว ครูสอนวิชาสังคมศึกษา เล่าว่า โรงเรียนรายล้อมด้วยนาข้าว ซึ่ง 90% ใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืช ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เห็นได้จากผลสำรวจของโรงพยาบาลอุตรดิตถ์เมื่อปี 2553 เรื่องผู้บริโภคข้าว ผักและผลไม้ พบว่า ชาว จ.อุตรดิตถ์ มีสารเคมีตกค้างในร่างกายเป็นอันดับ 2 ของภาคเหนือ รองจาก จ.สุโขทัย จึงได้จัดตั้ง “ชมรมรักทุ่ง รักถิ่น รักไทย” ขึ้น โดยมีนักเรียนชั้น ม.ต้น ประมาณ 50 คน เป็นแกนนำชมรมจัดทำโครงการ “รักทุ่ง รักถิ่น รักไทย” รณรงค์ให้ชาวบ้านใน ต.ป่าเซ่า และ ต.หาดกรวด หันมาทำนาข้าวเกษตรอินทรีย์ปลอดสารเคมี
เริ่มแรก ครูสมศรี ได้พานักเรียนลงพื้นที่ทั้งสองตำบล สำรวจนาข้าวและพูดคุยกับชาวนา พบว่า มีปูนาลอยอยู่ในนาเต็มไปหมด นาบางแห่งนกกินน้ำถึงขั้นตาย เพราะชาวนาใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงกำจัดแมลงและวัชพืช เพราะสามารถกำจัดแมลงและวัชพืชได้ดี รวมทั้งได้ผลผลิตเร็วและได้จำนวนมาก ครูสมศรีจึงพาเด็กๆ พูดคุยกับชาวนาเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจถึงวิธีการและประโยชน์ที่ได้รับจากการทำนาข้าวปลอดสารเคมี และไปพูดคุยกับนายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าเซ่า และนายกเทศมนตรีตำบลหาดกรวด เพื่อขอความร่วมมือในการรณรงค์ให้ชาวบ้านหันมาทำนาข้าวแบบเกษตรอินทรีย์
หลังจากนั้นผู้บริหารโรงเรียน ครู และนักเรียน ได้ร่วมกันวางแผนจัดกิจกรรมรณรงค์การทำนาข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ โดยให้นักเรียนไปพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้ปกครองที่ทำนาและร่วมกันทำกิจกรรมเดิน ขี่จักรยานออกรณรงค์ตามบ้าน เพื่อแจกแผ่นพับ ใบปลิว จัดนิทรรศการและออกเสียงตามสายภายในโรงเรียนและชุมชน รวมทั้งประสานกับ อบต.ป่าเซ่า และเทศบาลตำบลหาดกรวด เพื่อเชิญชวนชาวบ้านมาฟังวิทยากรบรรยายให้ความรู้ เช่น ชาวนาที่ทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ หรือเชิญเกษตรอำเภอ มาถ่ายทอดความรู้ในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพและการกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีธรรมชาติ
นอกจากนี้ เทศบาลตำบลหาดกรวด ยังสนับสนุนให้ชาวบ้านหันมาทำนาเกษตรอินทรีย์โดยใช้วิธีการรับประกันราคาข้าวเกษตรอินทรีย์ให้ราคา 1.8 หมื่นบาทต่อตัน ขณะที่ข้าวที่ใช้สารเคมีให้ราคากว่า 7,000 บาทต่อตัน ทำให้ชาวนาในพื้นที่ ซึ่งทำนาข้าวแบบเกษตรอินทรีย์มีรายได้สูงขึ้น และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ครูสมศรี เล่าอีกว่า จากการประเมินโครงการ “รักทุ่ง รักถิ่น รักไทย” พบว่า การรณรงค์การทำนาข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ ต.หาดกรวด ได้ผลดีกว่า ต.ป่าเซ่า เนื่องจากก่อนหน้าที่โรงเรียนเข้าไปทำโครงการทางเทศบาล ต.หาดกรวด ได้รณรงค์เรื่องนี้อยู่แล้ว กระทั่งมีการทำนาข้าวแบบเกษตรอินทรีย์อยู่ถึง 30% เมื่อโรงเรียนเข้าไปทำโครงการร่วมกับเทศบาลตำบลหาดกรวด ก็ได้มีส่วนทำให้การทำนาข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ ต.บ้านกรวด ขยายพื้นที่มากขึ้น ขณะที่ชาวนาใน ต.ป่าเซ่า ยังทำนาข้าวแบบเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นไม่มาก แต่มาถึงปีนี้เริ่มขยายตัวมากขึ้น
“ภาพรวมของโครงการรักทุ่ง รักถิ่น รักไทย แม้ไม่ได้ทำให้นาข้าวใช้สารเคมีลดลงแบบฮวบฮาบ แต่ชาวนาดีใจที่ลูกหลานเป็นห่วง และยอมลดการใช้ปุ๋ยเคมีลง เช่น ปกติ 1 ไร่ใช้ปุ๋ยเคมี 2 ถุง ก็ลดเหลือแค่ 1 ถุง ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 1 ถุง ทำให้สภาพแวดล้อมในชุมชน รวมทั้งสุขภาพของนักเรียน ชาวนาและชาวบ้านทั้งสองตำบลดีขึ้น ส่วนนักเรียนมีจิตสำนึกรักท้องถิ่น อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดวัชพืช รวมทั้งยังช่วยกันรณรงค์การไม่ทิ้งขยะ รู้จักรีไซเคิลขยะและป้องกันโรคไข้เลือดออกด้วย” ครูสมศรี บอกทิ้งท้ายอย่างภูมิใจ



