ไลฟ์สไตล์

วิจัยพบยูคาฯสายพันธุ์ใหม่ทนโรคแมลง

วิจัยพบยูคาฯสายพันธุ์ใหม่ทนโรคแมลง

26 มิ.ย. 2555

วิจัยพบยูคาฯ4สายพันธุ์ใหม่ ทนโรคแมลงเหมาะปลูกที่ลุ่ม : โดย ... ปารมี ปานงาม

          จากที่ผ่านมาผลกระทบของปรากฏการณ์สภาวะโลกร้อนที่มีต่อภาคเกษตรของไทยในช่วงหลายปีมีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นมหันตภัยใหญ่น้ำท่วมปี 2554 ภัยแล้งช่วงต้นปี 2555 ตลอดจนภัยคุกคามมายังภาคเกษตรกร ทั้งนี้ที่มาจากใช้พื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกและการเติบโต วงจรชีวิตแมลงศัตรูพืชที่วิวัฒนาการเร็วมากขึ้นจนยากที่จะป้องกันและกำจัด โดยเฉพาะแตนฝอยปม ศัตรูพืชที่ทำลายผลผลิตยูาคาลิปตัสของเกษตรกร ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรไทยเป็นอย่างมาก จึงทำให้มีแรงขับเคลื่อนเดินหน้านวัตกรรมใหม่โดยบริษัท เอสซีจี เปเปอร์ ได้เปิดผลการวิจัยยูาคลิปตัสลูกผสม 4 พันธุ์ ขึ้นมาเพื่อสร้างผลตอบแทนมากขึ้น 

          จุมพฏ ตันมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด ในเครือเอสซีจี เปเปอร์ กล่าวว่า โลกของเราเกิดการแปรปรวนโดยสภาพภูมิอากาศมีการรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ทั้งหมดนี้เกิดจากที่ใช้แก๊สและพลังงานมากเกินไป จึงทำให้เกิดสภาวะเช่นนี้ แต่ยังมีอีกอย่างที่ปรับตัวกับสภาพได้ไวและรวดเร็ว นั่นก็คือ วงจรของเแมลง สิ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรเป็นอย่างมากเรื่องผลผลิตและรายได้ แต่ทางเอสซีจีก็ไม่เคยจะหยุดนิ่ง จึงได้มีการทดลองและวิจัยต้นยูคาลิปตัส 4 สายพันธุ์ใหม่ ได้แก่ พันธุ์ H8, H10, H12 และ H14 ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีความโดดเด่น คือ ทนโรคและแมลง เจริญเติบโตเร็วอายุการตัดฟันประมาณ 4-5 ปี ต้นตรง สม่ำเสมอ เนื้อไม้แน่นได้น้ำหนักดีและสามารถปลูกได้ครอบคลุมในทุกสภาพพื้นที่ของประเทศ โดยแต่ละสายพันธุ์มีความเฉพาะเจาะจงกับพื้นที่ปลูกมากขึ้น 

          บอสใหญ่สยามฟอเรสทรี กล่าวต่อว่า จากการทดลองมีการใช้เทคโนโลยีการผสมเกสรแบบทั่วไป โดยแหล่งแม่พันธุ์ชนิดพันธุ์จะคัดสรร โดยคุณลักษณะในการปลูกต้องเหมาะสมกับประเทศไทย แต่ในประเทศก็มีพื้นที่ที่แตกต่างกัน เช่น มีดินเหนียว ดินรวน ดินทราย เอสซีจีจึงได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะกับหน้าดิน โดย H8 ทนโรคแมลงเหมาะกับพื้นที่ปริมาณน้ำฝนมาก, H10 ทนโรคแมลงเหมาะกับพื้นที่ดินร่วนหยาบ ปริมาณน้ำฝนปกติ, H12 ทนโรคแมลงเหมาะกับพื้นดินด่างอ่อนๆ และอยู่ในช่วงปริมาณน้ำฝนแล้งถึงปกติ และพันธุ์ H14 ทนโรคแมลงเหมาะกับพื้นที่ดินที่ลุ่ม และอยู่ในช่วงปริมาณน้ำฝนแล้งถึงปกติ ทั้งนี้ในการทดลองมีระยะเวลา 4-5 ปี บนพื้นที่ทั้งหมด 28 ไร่ ปลูกอยู่ที่ อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู ซึ่งเป็นเขตที่มีปริมาณฝนค่อนข้างมาก เมื่อปลูกเปรียบเทียบกับยูคาลิปตัสทั่วไปที่ปลูกก่อน พบว่าต้นพันธุ์ H8 มีการเจริญเติบโตดีกว่าและมีความสม่ำเสมอ โดยพื้นที่ 1 ไร่ปลูกเป็นแปลงระยะ 3x3 เมตร (จำนวน 200 ต้นต่อไร่) จะได้ผลผลิตเนื้อไม้ประมาณ 14-16 ตัน 

          “จากความใส่ใจและเข้าใจถึงปัญหาที่เกษตรกรผู้ปลูกยูคาลิปตัสต้องพบอยู่ในปัจจุบัน ในฐานะที่เราเป็นเพื่อนแท้ของเกษตรกรไทย เราจึงมุ่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรไทยแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ด้วยแนวทางส่งเสริมแบบลงลึกเฉพาะในแต่ละพื้นที่ เพื่อสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรในการสร้างเพิ่มมูลค่าที่ดินให้สูงขึ้น และสามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน” จุมพฏกล่าวทิ้งท้าย

          นวัตกรรมที่ไม่เคยหยุดนิ่งและขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กับชาวเกษตรกรเพื่อเป็นทางเลือกและเป็นการส่งเสริมการปลูกที่เหมาะสมกับพื้นที่ในประเทศไทยในการปลูกยูคาลิปตัส  ปัจจุบันศูนย์กระจายกล้าพันธุ์ยูคาฯ ของบริษัทมีมากถึง 50 สาขาทั่วประเทศ สามารถส่งยูคาฯ สายพันธุ์ใหม่ให้แก่เกษตรกรได้อย่างทั่วถึง โดยเกษตรกรสามารถติดต่อศูนย์อีสาน โทร.0-4343-3355 หรือผ่านช่องทางเว็บไซต์ http://paper.scg.co.th

 

 

----------

(หมายเหตุ : วิจัยพบยูคาฯ4สายพันธุ์ใหม่ ทนโรคแมลงเหมาะปลูกที่ลุ่ม : โดย ... ปารมี ปานงาม)

----------