
ศิลป์แห่งแผ่นดิน:หนังสือสำหรับเด็ก
ศิลป์แห่งแผ่นดิน : หนังสือสำหรับเด็ก : โดย...ศักดิ์สิริ มีสมสืบ
ผมเคยเป็นครู คลุกคลีกับเด็กๆ เป็นวิทยากรสอนศิลปะ ดนตรี สอนวรรณกรรม แต่งเพลงเด็กไว้จำนวนหนึ่ง (มากเชียวแหละ) เขียนหนังสือสำหรับเด็กสองสามเล่ม ทำกิจกรรมกับเด็กๆ บ่อยครั้ง จนเกิดภาพลักษณ์ว่าพอมีความเรื่องเด็กๆ
ล่าสุด ร่วมเป็นกรรมการคัดเลือกหนังสือสำหรับเด็ก โดยกรรมการชั้นต้นคัดจากหลายร้อยเล่ม ในรอบแรก เหลือประมาณ 200 เล่ม ในรอบสุดท้ายให้ผมไปช่วยคัดให้เหลือประมาณ 100 เล่ม ผมก็เลยได้มีโอกาสอ่านหนังสือสำหรับเด็กจำนวนมาก (200 กว่าเล่ม) ที่ส่งมาจากสำนักพิมพ์ต่างๆ และที่ระดมเสาะหามา
ใช้เวลา 3 วัน เช้ายันค่ำ หน้าดำคร่ำเคร่ง แต่ไม่เครียด อ่านอย่างละเมียดละไมตั้งอกตั้งใจ โครงการนี้ดำเนินโดย องค์กรหนึ่งซึ่งมีจุดประสงค์ “เปิดหน้าต่างโอกาส” แห่งการอ่านให้เด็กๆ และเยาวชนไทย
มีทั้งหนังสือนิทาน นิทานประกอบภาพ หนังสือการ์ตูน ผมเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ เป็นแค่นักเขียน นักอ่าน แต่ก็มีประสบการณ์สำคัญคือ “มีลูก” เป็นของตัวเอง เด็กชาย 2 คนของผมก็ชอบอ่านหนังสือนิทาน หนังสือการ์ตูน โดยเฉพาะต้องมีภาพ หนังสือเด็กจะขาดภาพสวยๆ ไม่ได้เลย
หนังสือกว่า 200 เล่ม ที่ผม (และคณะกรรมการ) ได้อ่าน ละลานตา ละลานใจ สำนักพิมพ์น้อยใหญ่ต่างให้ความสำคัญต่อหนังสือ (สำหรับ) เด็ก เป็นเรื่องน่ายินดี ผมมีข้อสังเกตบางประการใคร่จะบอกกล่าวไว้ ณ ที่นี้ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และความรู้สึก
หนังสือดีๆ จำนวนหนึ่ง เป็นหนังสือแปลจากต่างประเทศ จากฝรั่ง จากญี่ปุ่น เป็นหลัก หนังสือดีๆ จำนวนหนึ่งเป็นฝีมือคนไทยเอง แต่มีจำนวนน้อย และในจำนวนน้อยนี้มีที่ทำเอง คิดเอง เขียนเรื่องเอง วาดรูปเอง และในจำนวนที่มีอยู่ไม่มากนี้ เป็นสมองและฝีมือของคนรุ่นหนุ่มสาวที่เป็นผลผลิตของครูบาอาจารย์เก่งๆ ดีๆ ที่มีอยู่หลายคน ในสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ
ผมได้เห็นฝีมือสร้างสรรค์ภาพที่อยู่ในขั้นดีเยี่ยม มีทั้งทำคนเดียว และทำเป็นทีม แต่ผมในฐานะนักเขียนยังเห็นข้อด้อยของการ “เขียนเรื่อง” “หนังสือเด็กของเราสู้เขาได้ ไม่น้อยหน้าใครสู้ได้ทั่วโลก” คำยืนยันจาก คุณโอม รัชเวทย์ นักเขียนการ์ตูนไทย (ที่ถูกจัดให้อยู่ในฐานะ) อาวุโส
นั่นมองในด้านการสร้างภาพประกอบ (คำว่า “ภาพประกอบ” ดูจะครอบคลุมความหมายไม่ครบถ้วน) แต่ด้านการเขียนเรื่อง (เนื้อหา) นั้น ผมรู้สึกว่ายังอ่อนด้อย “การใช้ภาษา” สะท้อนว่าคนไทยนั้น “อ่อนภาษาไทย” อ่านไปแบบไม่ตั้งใจจับผิด ก็ยังสะดุดเป็นระยะๆ เรื่องใช้วรรณยุกต์ผิดก็ยังถือเป็นโรคประจำชาติที่แก้ไม่หาย แม้ว่าสำนักพิมพ์จะมีนักวิชาการเก่งๆ เป็นที่ปรึกษาอยู่ก็ตาม
จะว่าไปผมเองก็ผิดอยู่บ่อยๆ เวลาทำต้นฉบับ ว่าตรวจละเอียดแล้วก็ยังพลาด เคยครั้งหนึ่ง ชื่อตัวเองยังเขียนผิดเลย “ศักดิ์ศิริ มีสมสืบ” ขึ้นหน้าปกเสียด้วย ผิดโต้งๆ เพราะชื่อผม “ศักดิ์สิริ” ครับ
นั่นก็เรื่องใหญ่ แต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรื่องสำคัญคือมุมมอง ประเด็น แก่นความคิด ก็คือการ “หาเรื่อง” นั่นแหละครับ
ที่ผมเห็นอีกอย่างจากการอ่าน (เพื่อคัด) หนังสือสำหรับเด็กคราวนี้ คือ การเขียนร้อยกรอง ของเราไม่ค่อยแข็งแรง
ร้อยกรอง มีกับดักคือ ฉันทลักษณ์ เราก็เลยติดกับดัก “คำคล้องจอง” ก็เลยถูก “กลอนพาไป” พาไปไหนก็สุดแท้แต่ บางทีพาไปตกทะเลเอาง่ายๆ
ทางเจ้าภาพเชิญ “กวี” ไปร่วมเป็นกรรมการก็คงเห็นความจำเป็นดังกล่าวนี้ แต่ผมก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก เพราะผมอาจมีภูมิเรื่องภาษากวี แต่อาจไม่ลึกซึ้งถึงหัวใจเด็กเท่าใดนัก นอกจากไม่มีนิสัยรักเด็กเท่าที่ควรแล้ว ยังออกจะขี้รำคาญนิดๆ กับเด็กๆ ที่บ้านผมก็ใช้หนังสือนี่แหละครับ เป็นผู้สอนแทนตัว เด็กๆ ของผมชอบอ่านหนังสือทั้ง 2 คน คนโต 9 ขวบ คนเล็ก 3 ขวบครึ่ง ช่วงนี้อ่านได้อ่านดีจนบางทีต้องบอกให้ทำอย่างอื่นเสียบ้าง ทั้งๆ ผมแทบไม่ได้ใช้ความพยายามส่งเสริมการอ่านให้ลูกเลย คงเป็นเพราะ “หนังสือดีๆ” นั่นเองที่ตรึงใจเขาจนอยู่หมัด
---------------------------------
(ศิลป์แห่งแผ่นดิน : หนังสือสำหรับเด็ก : โดย...ศักดิ์สิริ มีสมสืบ)



