
บ้านหนองหลวง อัญมณีแห่งบอละเวน
บ้านหนองหลวง อัญมณีแห่งบอละเวน : คอลัมน์ชวนเที่ยว
“น้ำตกใหญ่ ทุ่งดอกไม้ในดงหมอก ไร่กาแฟ หมู่บ้านสงบ” แค่คำไม่กี่คำที่นึกถึง ก็ทำให้ฉันต้องเก็บข้าวของ ออกเดินทางตามเพื่อนๆ ไป “บ้านหนองหลวง” ทั้งที่ระยะทางไม่ได้ใกล้ เพราะ อยู่ถึง เมืองปากซอง แขวงจำปาสัก ส.ป.ป.ลาว แต่พอเดินทางจริงๆ กลับไม่รู้สึกว่าไกล ไปกว่าเดินทางไปยังบางอำเภอของจังหวัดทางภาคเหนือหรือใต้เลย
ฉันและเพื่อนๆ นั่งรถทัวร์ หลับยาวๆ ไปตื่นเช้าที่ช่องเม็ก ด่านชายแดน จ.อุบลราชธานี กันเลย ติดต่อพิธีการผ่านแดนเรียบร้อย ทั้งฝั่งไทย-ลาว ถ้ามีหนังสือเดินทางจะสะดวกกว่า เพราะจะ ได้รับอนุญาตให้อยู่ในลาวได้ถึง 30 วัน แต่ถ้าไม่มีก็ต้องทำบัตรผ่านแดน (เปิด 08.30 น.) ซึ่งจะมีอายุ 3 วัน อีกทั้งเสียค่าผ่านแดนฝั่งลาว 100 บาท แพงกว่าใช้หนังสือเดินทางเป็นเท่าตัว
ยื่นหนังสือขอข้ามแดนที่ฝั่งไทยเสร็จก็เดินลอดอุโมงค์ไปทะลุฝั่งลาว ติดต่อยื่นขอเข้าแดนที่ฝั่งลาวเสร็จ ก็ไปขึ้นรถเข้าเมือง
ด้วยความที่ไปคณะใหญ่ เลยเหมารถสองแถวฝั่งลาว เดินทางไปส่งถึง บ้านหนองหลวงแห่งเมืองปากซองเลย แต่ถ้าไปกันเองก็นั่งรถทัวร์ หรือสองแถวจากด่านไปเมืองปากเซ แล้วเช่ารถ มอเตอร์ไซค์ไปก็ได้ เพราะบ้านหนองหลวงยังไม่มีรถสาธารณะเข้าถึง
จากด่านชายแดนเรามุ่งหน้าเข้าเมืองปากเซ ที่อยู่ถึงก่อน ระหว่างทางก็เหมือนถนนชนบทในเมืองไทย ข้ามสะพานแม่น้ำโขงที่ดูจะยาวมากๆ ใกล้ตัวเมืองปากเซ
“ใครอยากได้อะไรให้อธิษฐานแล้วกลั้นหายใจตั้งแต่เริ่มขึ้นสะพาน ไปจนลงสะพาน จะสมหวัง” เสียงใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เพราะโดยมากจะใช้กับแม่น้ำบางปะกงช่วงบางพระ ที่มุ่งเข้า จังหวัดชลบุรี แต่ถ้ามาใช้ที่นี่ มีหวังหมดลมสมใจ
เราไม่แวะปากเซ แต่เดินทางกันต่อไปที่เมืองปากซองเลย ตามข้างทางเริ่มเห็นมีผลไม้ ผัก ออกวางขาย ใกล้เมืองปากซอง รู้สึกได้ถึงอากาศเย็น ดูเหมือนรถแล่นช้าลง เป็นเพราะรถไต่ระดับ ขึ้นที่สูงนั่นเอง แต่ขึ้นทีละน้อย เลยทำให้ไม่รู้สึก นี่ซิ ที่ราบสูงบอละเวน
เลี้ยวขวาเข้าบานหนองหลวง ตรงอนุสาวรีย์เมืองปากซอง สภาพเส้นทางปีก่อนที่ไป กับปีนี้ ไม่ต่างกัน ยังเป็นทางลูกรังดินแดง ที่จับตัวแน่นพอเจอฝนก็ลื่นเอาการ กว่าจะไปถึงบ้านหนอง หลวงที่อยู่ลึกเข้าไป ก็ลุ้นกันเหนื่อยเพราะรถที่นั่งไปดอกยางแทบไม่เหลือ
รถจอดหน้าโฮมสเตย์ประจำหมู่บ้าน ทักทายชาวบ้านที่คุ้นหน้าคุ้นตา เพราะความที่เคยมาท่องเที่ยวเดินป่าด้วยกันก่อนหน้านี้ เก็บข้าวของเสร็จ ก็ได้เวลาถือกล้องออกเดินเล่นไปตามหมู่ บ้าน ที่นี่ยังเงียบสงบเหมือนเดิม ความสะอาดสะอ้าน และความสวยงามของรั้วบ้าน ดูจะเป็นจุดเด่น
ลานบ้านแม้จะเป็นลานดิน มีตะไคร่ขึ้นเขียวในหน้าฝน แต่ก็ดูสะอาดไม่มีขยะทิ้งเกลื่อน แทบทุกครัวเรือนจะเห็นดอกไม้เมืองหนาวอยู่ริมรั้ว ไม่ว่าจะเป็นไฮเดรนเยีย ลิลลี่ รักเร่ กุหลาบ ต้น ใหญ่หน่อยก็จำพวกลำโพง ยิ่งในยามเช้าๆ เย็นๆ มีสายหมอกคลอเคลีย เห็นแล้วใจละลายอยู่ที่บ้านหนองหลวงนี่แหล่ะ
"บ้านหนองหลวง" เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ชายขอบของ ป่าสงวนแห่งชาติดงหัวสาว ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.1977 หลังจากทำการปฏิวัติขับไล่จักรวรรดินิยมอเมริกา และประกาศอิสรภาพอย่าง สมบูรณ์ นำโดยพรรคประชาชนปฏิวัติลาว เมื่อ 2 ธันวาคม ค.ศ.1975 เริ่มแรกสังกัดใน "นิคม 08" ที่รวบรวมเอาครอบครัวทหาร ตำรวจ และกองกำลังฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล หรือฝ่ายอเมริกา ใน สงครามปลดปล่อยชาติ เพื่อปรับแนวคิดทางการเมืองเรียกว่า"สัมมนา" ตามวิถีลัทธิมาร์ก-เลนนิน ซึ่งเป็นแนวทางการปกครองประเทศในระบอบสังคมนิยมมาถึงปัจจุบัน
บ้านหนองหลวงเป็นหนึ่งในไม่กี่หมู่บ้านแห่งที่ราบสูงบอละเวน ที่ปลูกกาแฟได้คุณภาพดี โดยเฉพาะสายพันธุ์ "อาราบิกา ทริปิกา" กาแฟพันธุ์ดีและหายากที่มีเพียงไม่กี่แห่งในโลก เป็น กาแฟพันธุ์ที่เจ้าพ่อกาแฟอย่าง “Starbucks” ใช้เป็นวัตถุดิบจนเป็นที่ติดอกติดใจของคนทั่วโลก
[ที่มาข้อมูล : http://www.oknation.net/blog/theexplorer (คัดย่อจากรายงานการสำรวจแหล่งท่องเที่ยวบ้านหนองหลวง ส.ป.ป.ลาว) ]
ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไม “พี่โรเจอร์” ผู้ที่มาบุกเบิกเรื่องการท่องเที่ยวที่นี่ จนได้รับแต่งตั้งเป็น ที่ปรึกษาการพัฒนาการท่องเที่ยวของเมืองปากซอง ตั้งฉายาหมู่บ้านนี้ว่า "อัญมณีแห่งดงบอละ เวน" (The Diamond of Bolovene Plateau) เพราะทั้งน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ ทุ่งดอกไม้ อากาศเย็นสบายตลอดปี และมีไร่กาแฟคุณภาพสูงดิม "งา เช่นเดียวกันธรรมชาติที่งมีทั้งความแข็งแกร่งของขุนเขา และความอ่อนหวานเ
ครั้งก่อนที่ได้ไปบ้านหนองหลวง ไม่ค่อยมีโอกาสเดินเล่นในหมู่บ้านเพราะมุ่งเดินป่าไปเยี่ยมน้ำตกใหญ่ ซึ่งถ้าเป็นทัวร์กระเป๋าลาก พูดถึงลาวใต้ ก็คงนึกไปถึง ตาดเยือน ตาดฟาน ตาดผา ส้วม หรือจะไปถึงหลี่ผี ดอนเด็ด แต่สำหรับพวกเที่ยวเดินป่าหรือไปโหนสลิงก็มักจะนึกไปถึง 5 ตาดยักษ์แห่งป่าดงหัวสาว ตาดน้ำพาก ตาดสักการะ ตาดขะมึด ตาดเสือ และตาดตาเก็ด ซึ่งก็ต้องมา เริ่มต้นกันที่บ้านหนองหลวงนี่แหล่ะ
5 ตาดยักษ์ ยิ่งใหญ่อลังการสมชื่อ แต่สำหรับฉันคราวนี้ ขอชมความอ่อนหวาน เปราะบางของหมู่บ้านและชานป่า ฉันและเพื่อนเลยนัดแนะทีมงานย่างป่าแห่งบ้านหนองหลวง เหมารถ มอเตอร์ไซด์ 4 คัน ไปนั่งเล่น เดินเล่น ที่ บริเวณด่านเล็ก ถ้ำพระ นัดหมายกันแต่เช้าตรู่
ฉันสะดุ้งตื่น จากเสียงฝนที่กระทบหลังคา ดูเหมือนว่าฝนจะตกหนักทีเดียว ตกหยุดๆ อยู่หลายรอบ จนคิดไปว่า พรุ่งนี้เช้าที่นัดหมายไว้ จะได้ไปกันหรือ จะต้องนั่งจับเจ่าอยู่ใต้ชายคาบ้าน ดูนาฬิกา เพิ่งจะตี 3...แบบนี้มีลุ้น
จนรุ่งเช้า ฝนหยุดตก ล้างหน้าล้างตาเสร็จ คว้ากระเป๋ากล้องไปรอพลพรรคและทีมงานที่นัดหมายไว้ 4 คัน ซึ่งจริงๆ เดินไปก็ได้ แค่ราวๆ 1 ชั่วโมงก็ถึง แต่ฉันไม่อยากเสียเวลานัก นั่งรถ มอเตอร์ไซค์ไป ก็ใช่ว่าจะสบายซะทีเดียว มีลุ้นกับสภาพถนนลูกรัง บางทีก็ลูกหิน ที่ยิ่งกว่านั้นดันเป็นช่วงทางขึ้น-ลงเขา
สารถีพาเราขับตามๆ กันไป ผ่านกลุ่มผู้เฒ่า ผู้แก่ คนหนุ่ม-สาว ที่ถือตะกร้าใส่ของไปทำบุญ บ้างก็มีช่อดอกไม้ติดมือไปไหว้พระด้วย จุดหมายปลายทางเดียวกัน
ตลอดทางเป็นไร่กาแฟ ผ่านประตูด่านที่ต้อนรับสู่เขาวงกต ไปอีกไม่ไกล ก็ถึงวัด ที่เป็นศาลาหลังเล็กๆ อีกฝั่งเป็นเหมือนถ้ำ มีบันไดขึ้นไปด้านบน พวกเราไต่ขึ้นไปตามบันได แล้วก็เหมือน หลุดมาอีกโลกหนึ่ง เป็นเหมือนลานหินกว้างๆ มีต้นไม้ ดอกไม้ดินขึ้นทั่งบริเวณ ตามลานหินมีกอมอสชุ่มน้ำฝนดักรออยู่ ดงกุหลาบพันปีที่ตอนนี้ยังไม่ออกดอก แล้วยังมีกุฏิพระอีกหลังสองหลัง พร้อมกับป้ายคำเตือน “ห้ามทำลายดอกกุหลาบพันปีและดอกเอื้องเด็ดขาด มิฉะนั้นจะถูกปรับ 200,000 กีบขึ้นไป”
เดินเลยลึกเข้าไป เจอแล้ว ดอกเปราะภูสีชมพูหวานๆ มีดอกให้เห็นแซมอยู่กับหญ้าข้าวก่ำ ลัดเลาะตามเส้นทางไปไม่ไกล เห็นองค์พระใหญ่ ประดิษฐานอยู่ อ้ายไส สารถีของฉันเล่าว่า “ พระองค์นี้สร้างขึ้นยังไม่นานมาก มีพระอีกองค์หนึ่งเป็นพระพุท ธรูปเก่าแก่อยู่คู่กับหมู่บ้านมานานตั้งแต่เริ่มตั้งหมู่บ้าน แต่ไม่รู้อยู่ตรงไหน เพราะไม่ได้ขึ้นมานานแล้ว”
ว่าแล้วเราก็ช่วยกันตามหา..จนเจอ ซึ่งจริงๆ ก็อยู่ข้างๆ กัน แต่มีหลังคาสังกะสีเล็กๆ คลุมอยู่ หากไม่สังเกตก็ไม่เห็น เพราะพระพุทธรูปเก่าแก่ที่ว่า วางนอนอยู่กับพื้น มีมอสขึ้นเต็มองค์
ด้านหลังองค์พระ เห็นเพื่อนๆ ที่ขึ้นมาก่อนนั่งอยู่ในดงหมอก ชี้ชวนไปด้านข้าง ดอกเปราะภูเป็นดง “วะ ว้าวววว” ละลานตาอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะปกติเข้าใจว่า จะออกดอกเยอะช่วงราวๆ เข้าพรรษา เหมือนที่ด่านใหญ่ที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า ซึ่งเคยไปเจอช่วงนั้น และจะว่าไปก็เป็นจังหวะเดียวกับดอกเปราะที่”เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง” ออกพอดี
เวลาหลายชั่วโมงในช่วงเช้านี้ เรานั่งละเลียดความสุข ความสวยงาม ของธรรมชาติ ทั้งดอกไม้ และสายหมอก
ขากลับมาลง สวนทางกับแม่เฒ่า และสาวน้อย ที่ทยอยขึ้นไปไหว้องค์พระ หลังจากสวดและทำบุญเสร็จ
ศรัทธาที่ไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลา เช่นเดียวกันธรรมชาติ ที่มีทั้งความแข็งแกร่งของขุนเขา ความอ่อนหวานเปราะบางของทุ่งดอกไม้ ไร่กาแฟคุณภาพ อากาศดีๆ ผ่านไปขวบปี ที่นี่ก็ ยังคงเดิม
หมายเหตุ การเดินทางไปท่องเที่ยว ต้องแจ้งพนักงานของการท่องเที่ยวเมืองปากซอง(คุณสมบัติ 007-856 20-557 33112)
......................................
(บ้านหนองหลวง อัญมณีแห่งบอละเวน : คอลัมน์ชวนเที่ยว)



