
นักเรียนไทยคว้ารางวัลวิทย์โลก
สองผลงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ "ชุดตรวจสอบยาเอดส์" และ "หนังตะลุงจากเจลวุ้นมะพร้าว" คว้ารางวัลสิ่งประดิษฐ์จากเวทีอินเทล ไอเซฟ รับทุนการศึกษา 500 ดอลลาร์ เผยเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่แก้ปัญหาระดับโลก ทั้งพลังงาน สุขภาพและสิ่งแวดล้อม
วันนี้ (18 พ.ค.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดกิจกรรมร่วมแสดงความยินดีกับนักเรียนไทย ที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโลก Intel International Science and Engineering Fair หรือ อินเทล ไอเซฟ 2009 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 - 15 พ.ค.นี้ ณ เมืองเรโน มลรัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา โดยมีนักเรียนกว่า 1,500 คน จาก 50 ประเทศเข้าร่วม
โครงงานวิทยาศาสตร์ 2 โครงงานที่ได้รับรางวัลคือ "หนังเทียมจากการพัฒนาเซลลูโลสเจล" โดยนักเรียนโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา จ.สุราษฎร์ธานี ได้รับรางวัลที่ 4 Grand Awards ประเภททีม และโครงงาน “การพัฒนาชุดตรวจสอบยาต้านไวรัสเอชไอวีด้วยเทคนิค Immunochromatographic Strip Test” ผลงานจากโรงเรียนแม่พริกวิทยา จ.ลำปาง รับรางวัลที่ 3 Special Awards จาก American Association for Clinical Chemistry ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับโครงงานยอดเยี่ยม ที่ประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์สาขาเคมีในการวินิจฉัยโรคและบำบัดรักษาผู้ป่วย ทั้งสองรางวัลได้รับทุนการศึกษา 500 เหรียญสหรัฐเท่ากัน
นายจักรกฤษณ์ ใจดี เจ้าของโครงงานชุดตรวจสอบยาต้านไวรัสเอชไอวี กล่าวว่า ปกติผู้ป่วยเอดส์ที่รับยาต้านไวรัส จะต้องตรวจดูผลการรักษาหรือประสิทธิภาพของยา รวมทั้งดูว่าผู้ป่วยมีอาการดื้อยาด้วยหรือไม่ โดยใช้เครื่องมือที่ทันสมัยและราคาแพง ในห้องแล็บทางโลหิตวิทยาในโรงพยาบาลของรัฐ และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้เข้าช่วย ขณะที่โรงพยาบาลขนาดเล็กระดับอำเภอ ยังไม่มีเครื่องมือแพทย์ตรวจในด้านนี้ ต้องส่งผลเลือดต่อยังโรงพยาบาลประจำจังหวัด จึงใช้เวลานานหลายวัน
ขณะที่ชุดตรวจที่คิดค้นขึ้นนี้ ใช้งานได้ง่าย เสร็จได้ในขั้นตอนเดียว ไม่ต้องมีขั้นตอนการล้าง ไม่อาศัยปฏิกิริยาของเอนไซน์ และสามารถอ่านผลของปฏิกิริยาได้ด้วยตาเปล่า ลักษณะคล้ายกับชุดตรวจการตั้งครรภ์ ที่ผู้ป่วยสามารถทดสอบได้ด้วยตาเปล่าคนเดียวก็ได้ โดยใช้น้ำปัสสาวะเป็นสื่อการตรวจ ชุดตรวจจะแสดงผลภายใน 10 นาที หากมีขีดขึ้น 2 ขีด แสดงว่า ตัวยาต้านไวรัสในผู้ป่วยเริ่มใช้ไม่ได้ผล จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวยาใหม่ในการรักษา
จากการทดสอบพบว่าชุดตรวจนี้มีความชัดเจนมากถึง 90% โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยผู้ที่มีความชำนาญพิเศษ และการตรวจแต่ละครั้งมีต้นทุนเพียงครั้งละ 50 บาทเท่านั้น
"เงินรางวัลที่ได้จะเป็นทุนการศึกษาต่อเพื่อไปให้ถึงฝัน ในขณะเดียวกัน โครงงานนี้ ผมก็จะพัฒนาต่อไป โดยเน้นไปที่เทคนิคการลดต้นทุน โดยลดใช้คอลลอยด์ของทองคำที่ราคาแพง และจำเป็นต้องใช้ในการเตรียมสาร" จักรกฤษณ์ กล่าว
ด้าน น.ส.ธัญพิชชา พงศ์ชัยไพบูลย์ โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา กล่าวว่า หนังแท้ที่เป็นวัตถุดิบสำหรับตัดเย็บทำหนังตะลุงมีราคาแพง ขณะที่หนังเทียมจากพลาสติก แม้จะหาง่าย ราคาถูกแต่ฉีกขาดง่าย เพื่อนในทีมจึงคิดหาวัสดุธรรมชาติที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงหนังแท้ เพื่อเป็นวัสดุทดแทนในการผลิตหนังตะลุง พบว่า "วุ้นมะพร้าวที่แห้งแล้ว" มีลักษณะตามต้องการ
วุ้นมะพร้าวเป็นเส้นใยเซลลูโลส ที่มีความเหนียวและนุ่ม เหมาะพัฒนาเป็นเซลลูโลสเจล พร้อมทั้งเติมน้ำมะพร้าวและน้ำเปลือกสับปะรดเพื่อแก้ปัญหาฟองอากาศ จากนั้นเพิ่มความเหนียวด้วยสารแทนนินสกัดจากเปลือกเงาะ จนได้เป็นหนังเทียมจากเซลลูโลสเจลที่คว้ารางวัลจากเวทีอินเทลไอเซฟดังกล่าว
นอกจากนี้ยังมีโครงงานเรื่อง “การรักษาความปลอดภัย ด้วยวิธีการเข้ารหัสรูปแบบกุญแจคู่ขนาน” พัฒนาโดยนายทรงพล ตีระกนก นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนบูรณะรำลึก จังหวัดตรัง และอีก 2 โครงงานนั้นได้รับรางวัลจากการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วทท.) ครั้งที่ 34 ได้แก่ โครงงานเรื่อง “เสน่ห์... การเคลื่อนที่ของไส้เดือนดิน” พัฒนาโดย นายธีรวิทย์ วิไลประสิทธิ์พร นายเถกิง สร้อยมาดี และนายวสวัตติ์ มุนินทร โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ และโครงงานเรื่อง “แบบจำลองการเคลื่อนที่ของเมล็ดโมก” พัฒนาโดย นายสาโรช ลี่ดำรงวัฒนากุล จากโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย สงขลา ที่ไปร่วมในงาน แม้ไม่ได้รางวัล แต่ก็เป็นประสบการณ์และบทเรียนที่มีคุณค่าและหาไม่ได้จากในห้องเรียน



