
เกือบตาบอด
ผมประสบอุบัติเหตุเมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน 2555 เวลาประมาณ 15.15 น. เนื่องจากได้ใช้น้ำยาลอกสีรถจักรยานเพื่อพ่นสีใหม่ ระหว่างจะเปิดกระป๋องน้ำยาลอกสีได้ตกหล่นลงพื้นจนเกิดแรงระเบิด ทำให้น้ำยาลอกสีที่เป็นสารเคมีอันตรายกระเด็นเข้าตาทั้งสองข้างรวมทั้งตามผิ
จากนั้นได้ไปรักษาที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลยันฮี แพทย์ได้ทำการล้างสิ่งสกปรกในดวงตาออก หลังจากนั้นได้ส่งคนไข้ให้กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุ เพื่อตรวจรักษาและวินิจฉัยในทันที เมื่อได้พบคุณหมอก็ตกใจ เหมือนหมอเพิ่งจะตื่นนอน ซึ่งขณะนั้นเวลาประมาณ 16.15 น. ที่สำคัญชักสีหน้าไม่พอใจอยู่ตลอดเวลา ภรรยาผมสอบถามคุณหมอว่าตาเป็นอย่างไรบ้าง คุณหมอตอบว่าไม่ทราบ ยังบอกอะไรตอนนี้ไม่ได้
ผมกับภรรยาอึ้ง เนื่องจากอาการเบื้องต้นในตาแดงเป็นสีเลือดและขอบตาไหม้เป็นสีดำคล้ำ มีความผิดปกติในการมองเห็นด้วย หลังจากกลับจาก รพ.ยันฮี และใช้ยาหยอดตา รวมยาอื่นๆ ที่ให้มา อาการไม่ดีขึ้น ตายังคงเป็นสีแดง ตาพร่ามัว น้ำตาและขี้ตาไหลอยู่เรื่อยๆ ภรรยาบอกว่าไม่ได้การแล้วจึงพาไปโรงพยาบาลวิภาวดี ซึ่งได้รับการบริการที่ดี และรับการตรวจจากจักษุแพทย์อย่างละเอียด มีการวัดค่า ph (ความเป็นกรด ด่างในตา) ตรวจเนื้อเยื่อในตา ขยายม่านตาดูความผิดปกติของลูกตา ประเมินสายตาในการมองเห็น และรายการตรวจอื่นๆ มากมายเพื่อวินิจฉัยได้ถูกต้อง
ผลสรุปออกมาว่า เนื้อเยื่อในตาอักเสบอย่างรุนแรง มีเลือดออกในตา แต่ไม่มีผลกระทบกับลูกตาดำ คุณหมอจ่ายยามาให้หลายตัว ซึ่งพอใช้แล้วอาการดีขึ้นตามลำดับ กลับไปทำงานได้ตามปกติ หลังจากหยุดงานมา 4 วัน
เจ็บป่วยก็อุตส่าห์คิดถึงโรงพยาบาลใกล้บ้านก่อน แต่กลับเสียความรู้สึกกับการให้บริการ ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่ไปรักษาอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ตาผมอาจจะบอดไปแล้ว
อดิศร
ตอบ
นพ.สุพจน์ สัมฤทธิวณิชชา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยันฮี ชี้แจงว่า ในช่วงเวลา 16.15 น. แพทย์เพิ่งเดินออกจากห้องผ่าตัด ใส่ผ้าคลุมศีรษะ และผ้าปิดจมูก ปิดปาก จึงไม่มีเวลาแต่งหน้าแต่งผม อาจทำให้คนไข้มีความรู้สึกว่าแพทย์อยู่ในลักษณะเพิ่งตื่นนอน
ส่วนที่ภรรยาคนไข้ถามแพทย์จักษุ แพทย์ได้ตอบว่า “ยังไม่ทราบ บอกอะไรตอนนี้ไม่ได้” นั้น ถือเป็นคำตอบของแพทย์ที่เป็นไปตามข้อเท็จจริง เนื่องจากคนไข้เพิ่งถูกน้ำยาเข้าตา อาการอักเสบอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ ต้องใช้เวลาดูอาการอย่างน้อย 1-3 วัน ดังนั้นแพทย์จึงยังไม่สามารถตอบคำถามได้ แต่แพทย์ก็ได้ให้คำแนะนำและจ่ายยาให้แก่คนไข้ เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ประกอบด้วยน้ำเกลือล้างตา ยาหยอดตา ยาป้ายตาฆ่าเชื้อ และน้ำตาเทียม พร้อมทั้งได้นัดหมายให้คนไข้มาตรวจซ้ำอีกครั้งภายใน 3 วัน
จากนั้นคนไข้ได้ไปรักษาต่อที่แผนกผิวหนัง เนื่องจากผิวหนังมีรอยไหม้และพอง พยาบาลได้ประเมินลักษณะรอยแผล พบว่า ลักษณะอาการของคนไข้สามารถรอพบแพทย์ได้ พยาบาลจึงได้แจ้งคนไข้ว่า คนไข้จะได้รับการตรวจเป็นคิวที่ 2 เนื่องจากขณะนั้นมีคนไข้คิวที่ 1 ซึ่งกำลังรอรับการรักษากับแพทย์ด้วยเลเซอร์โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ดังนั้น การรอเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาของคนไข้รายนี้ จึงเป็นไปตามการจัดคิวการรักษาของโรงพยาบาล ประกอบกับมีระบบการประเมินอาการของคนไข้ด้วย ซึ่งแต่ละคิวอาจต้องรอประมาณ 30 นาที-1 ชั่วโมง
กรณีคนไข้รายนี้ ไม่มีคนไข้รายอื่นมาแซงคิว เพียงแต่คนไข้อาจจะรอคิวที่ 1 นาน จึงทำให้คนไข้ไม่พึงพอใจ และไม่ขอรอพบแพทย์
จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่าแพทย์ และโรงพยาบาลยันฮีมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับคนไข้ทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน และเน้นการตรวจวินิจฉัยโรคในการรักษาคนไข้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพทุกประการ
ลุงแจ่ม



