ไลฟ์สไตล์

ศิลป์แห่งแผ่นดิน : คุณค่าแก่'สายตา'

ศิลป์แห่งแผ่นดิน : คุณค่าแก่'สายตา'

17 มิ.ย. 2555

ศิลป์แห่งแผ่นดิน : คุณค่าแก่ 'สายตา' : โดย...ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

                        ใครทำอะไรได้ก็ทำเถิดครับ สำหรับการเตรียมพร้อมในการเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้ ส่วนราชการระดับหัวนั่นแหละสำคัญ เป็นทั้งหัว สมอง และหัวใจเชียวละครับ ส่วนอวัยวะอื่น ก็ล้วนมีความสำคัญไม่แพ้กัน ยันถึงตีนมือ และ “ดวงตา”

                        เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือสำคัญเล่มหนึ่ง ที่ร้าน “หนังสือเดินทาง” ย่านผ่านฟ้า โดยคำชวนของคุณธีรภาพ โลหิตกุล “คนสารคดี” คนสำคัญคนหนึ่งของประเทศนี้ โดยคุณธีรภาพเองที่กล่าวชื่นชม ยกย่อง คุณ “สุเจน กรรพฤทธิ์” ด้วยน้ำเสียง สีหน้า และแววตาอันเต็มเปี่ยมด้วยความคารวะ ผมเองเคยได้ผ่านตาข้อเขียนบทความของคุณสุเจนมาบ้าง แต่ด้วยเป็นคนอยู่ห่างไกลจากโลกประวัติศาสตร์ จึงมิได้เคยลิ้มรสชาติเยี่ยงนี้ การได้มาฟังนักประวัติศาสตร์ คนรัก ประวัติศาสตร์ และผู้(เรียน)รู้ ผู้สันทัด ผู้เชี่ยวชาญในงานเปิดตัวหนังสือเล่มเล็กๆ (แต่ใหญ่) เล่มนี้ยังความรื่นรมย์แก่ผมเป็นอันมาก

                        “เจ้าอนุวงค์” ในสายตาคนไทยเป็น “กบฏ” แต่นำหรับชาวลาว คือ “วีรบุรุษ” ของชาติ หนังสือเล่มเล็กเล่มหนึ่งเล่มนี้ ของคุณสุเจน ย่อมเป็นหนังสือสำคัญมีคุณต่อ “สายตา” ของคนไทย ที่มีปัญหาด้านการมองเนื่องจากถูกแสงอันจัดจ้าของ “ประวัติศาสตร์ชาตินิยม” ทำลายระบบประสาทบางส่วนมาเนิ่นนาน

                        ผลงานนั่นเองที่บ่งบอกถึงการทำงานของผู้เขียน ว่ามีกระบวนการค้นคว้าหาข้อมูล การสัมภาษณ์บุคคล ข้อมูลจากเอกสารชั้นต้นๆ การลงพื้นที่เพื่อตามกลิ่นอดีตที่โชยอยู่ในสายลมปัจจุบัน

                        เป็นหนังสือหนักๆ ที่อ่านได้เบาๆ สบายๆ ได้ทั้งความรู้ และรื่นรมย์ ที่สำคัญกว่าคือได้ความรู้สึกบางอย่างที่มนุษย์ได้หลงลืมไปหรือทำหล่นหายไปในระหว่างทาง ผลงานสำคัญก่อนหน้านี้ของคุณสุเจน กรรพฤทธิ์ คือ “ตามรอยนเรศวรมหาราช” ที่นำเสนอสารคดีเชิงประวัติศาสตร์ด้วย “สายตา และหัวใจ” แบบใหม่ ทำให้โลกประวัติศาสตร์มีชีวิตชีวา ไม่ใช่ในฐานะวิชาการ หรือตำราที่น่าเบื่อ ที่บางยุคอาจมีจุดประสงค์เพื่อรับใช้ความเชื่อ ลัทธิ ทางการเมืองหรือกระทั่งเพื่อรับใช้ตัวมันเอง
 ผมเองก็เติบโตในระบบการศึกษาของรัฐ เรียนรู้ประวัติศาสตร์แบบชาตินิยม แต่ผมไม่จมดิ่งลงในความเกลียดชัง หมิ่นแคลน บางทีอาจเป็นเพราะ “ศิลปะ” ก็เป็นได้ ผมสนใจวรรณกรรม วรรณคดี ดนตรี โลกศิลปะเป็นโลกไร้พรมแดน

                        “โอ้เวียงจันทน์ แดนนี้ฉันเคยได้ไป โอ้เวียงวิไล แดนที่ฉันนั้นเคยได้พัก เจอะคนรัก ก็ที่เวียงราตรี โอ้เวียงจันทน์  คืนนั้นเดือนหงายแจ่มฟ้า ทอแสงมา กระทบลำโขง...”

                        แม้แต่เพลงลูกทุ่งสักเพลง ก็หล่อหลอมจิตใจผู้คนให้รักกัน ทางราชการมีภารกิจสำคัญด้านรูปธรรมต่างๆ เช่นด้านกฎหมายระหว่างประเทศการเตรียมพร้อมด้านเศรษฐกิจ การเมืองด้านความสัมพันธ์ในมิติต่างๆ รวมทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม

                        พูดถึงภาคประชาชนคนทั่วไปชาวบ้านก็ตาม ชาวเมืองก็ตาม ในฐานะคนหนึ่งคนจะทำอะไรได้บ้าง อย่างใครบางคนทำ

                        สถานศึกษาในชนบทเริ่มตื่นตัวกันแล้ว ด้วยการขยับจากศูนย์กลาง แรงสั่นสะเทือนตีวงกว้างแผ่ออกไป

                        เพื่อนครูผู้บริหารโรงเรียนใหญ่น้อย ทำอะไรได้บ้างนอกจากตั้งงบซื้อธงชาติประเทศกลุ่มอาเซียนชุดละแพงๆ ชุดเล็กชุดใหญ่พร้อมเสาธง ขาตั้ง มาติดประดับโรงเรียน สถานศึกษาทำอะไรได้บ้างต่อเสริมจากนโยบายด้านการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษ และภาษาของเพื่อนบ้าน

                        ความตื่นตัวทั่วหัวระแหงเป็นสัญญาณที่ดี ขอเพียงต้องขับเคลื่อนไปอย่างมี “เนื้อหา” และ “สาระ” ด้วย “หัวสมอง” “หัวใจ” ที่ดี

                        ผมเชื่อว่าหนังสือเล่มหนึ่งที่พูดถึง “เจ้าอนุวงค์ ด้วยสายตา และหัวใจที่ดีงามจักส่งผล “ภายใน” อย่างใหญ่หลวง แม้แต่คนไกลโลกประวัติศาสตร์อย่างผมยังรับแสงสว่างนั้นได้

                        อนุสาวรีย์บุคคลทั่วโลกมีไว้ให้รำลึก ตระหนักค่าให้เรียนรู้ให้ศึกษา เพื่อก้าวไปข้างหน้าสู่ความดีความงาม ความสุขสันติภราดรภาพ ไม่ได้มีเพื่อแค่ให้กราบไหว้ กราบกรานอย่างฉาบฉวย พวกขอหวยขอเลขเด็ดควรจะสังวรไว้ แค่ไหว้ต้นไม้ ไหว้สัตว์ ไหว้ก้อนหิน หรือจะสร้างจินตนาการวิปริตวิกลวิการก็ว่าไป จะอย่างไรบนท้องฟ้าแห่งปัญญายังมีดวงดาวนามประวัติศาสตร์อยู่ด้วย มองด้วยตาเปล่าก็เห็นหากตาไม่ฝ้าฟาง หรือมืดบอดจนสนิท

                        ภาพประกอบฉบับนี้ เป็นภาพ “ผู้หญิง” ท่านเห็น “ดวงตา” ใช่ไหมครับ ดวงหน้านั้นซ่อนอยู่ใน ผ้าคลุม ผ้าคลุมหน้าแบบนี้เรียกว่าอะไรครับ เธอเป็นใคร เธอมองอะไรอยู่ และเบื้องหลังดวงตานั้นเป็นอย่างไร เธอคิดอะไร รู้สึกอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจใช่ไหมครับ

                        เรารู้จักเพื่อนบ้านของเราน้อยมาก เราไม่เห็นใบหน้านั่น ไม่เท่าเราไม่เห็นความรู้สึก นึก คิด ไม่เห็นชีวิตจิตใจของเพื่อนเราเลย ใครพอทำอะไรได้ก็ทำเถิดครับ

                        (หมายเหตุ : ผมถ่ายภาพนี้จากหอศิลป์พระนางเจ้าฯ ผ่านฟ้าครับ เป็นผลงานจิตรกรรมของ เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ อยากให้ใครๆ ไปชม เพื่อ “คุณค่าแก่สายตา” ครับ)

----------------------------------

(ศิลป์แห่งแผ่นดิน : คุณค่าแก่ 'สายตา' : โดย...ศักดิ์สิริ มีสมสืบ)