ไลฟ์สไตล์

เริงร่ารับฝน บนภูหลวง

เริงร่ารับฝน บนภูหลวง

17 มิ.ย. 2555

เริงร่ารับฝน บนภูหลวง : คอลัมน์ชวนเที่ยว : โดย...เรื่อง/ภาพ : นพพร วิจิตร์วงษ์

              เข้าหน้าฝนต้นเดือนมิถุนายนทีไร สีสันของดอกไม้ดินก็ผุดขึ้นในห้วงความคิด ฤดูกาลแต่ละภาคแตกต่างกันไป การเติบโต ผลิดอกออกผลของพืชพันธุ์แต่ละถิ่นก็แตกต่างกัน

              ส่วนตัว ยามนี้นึกถึง ทุ่งกระเจียวที่ป่าหินงาม และอช.ไทรทอง จ.ชัยภูมิ กับทางฝั่งซับลังกา ที่มักได้ของแถมถูกอกถูกใจ เป็นรองเท้าคู่จิ๋ว "เหลืองปราจีน" ที่อยู่บนหลังคาถ้ำผาผึ้ง อีกอย่างที่คิดถึงก็คือ เปราะภูสีชมพู...บางตำราเรียก เปราะภูสีม่วง และสถานที่ที่อุดมไปด้วยดอกเปราะสีชมพูก็ต้องที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง แล้วอาจได้ของแถมเป็นเปราะเหลือง ส่วนเปราะขาวจะเยอะที่ลานพระ บนภูกระดึง

              เราเดินทางโดยรถทัวร์สายภูเรือ ผ่าน อ.ด่านซ้าย ไปสิ้นสุดที่ตลาดภูเรือ จับจ่ายซื้อเสบียง ตุนอาหารเช้าลงท้องเสร็จก็ขึ้นรถกระบะที่นัดหมายไว้ เดินทางต่อไปที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง

              ระหว่างทางขึ้นภูหลวง ผ่านด่านเจ้าหน้าที่ด้านล่าง แวะติดต่อพร้อมประทับตราอุทยาน ได้ตราสัญลักษณ์เป็นรูปช้างชูรองเท้านารีดอยอินทนนท์ แบบนี้ไม่ต้องบอกก็รู้นะ ที่นี่อะไรเด่น จากด่านแรก ผ่านจุดที่พักนักเดินทาง ขึ้นไปถึงหน่วยโคกนกกระบาด้านบนสุด ติดต่อเจ้าหน้าที่เสร็จ เก็บข้าวของเข้าบ้านพักที่จองไว้ ที่นี่เขาไม่ให้กางเต็นท์นะ

              ก่อนออกตะลอนเที่ยวในเวลาครึ่งวันที่เหลือ เราก็หิ้วเสบียงมื้อเที่ยง ไปนั่งจัดการใต้ร่มไม้ กองทัพเดินด้วยท้อง ตากล้องก็ต้องอิ่ม (ม่ายงั้นเดี๋ยวมือสั่น) ที่สำคัญจะได้กำจัดภาระในการแบกไปซะ

              ไม่นานนักมื้อเที่ยงง่ายๆ ข้าวเหนียวไก่ทอด ปลาย่าง ก็หายลงท้อง ยกเว้นกระดูกไก่และก้างปลาที่ไม่มีใครยอมกิน จากนั้นก็มากำหนดจุดเดินเที่ยว  ตกลงวันนี้เราไป ผาเตริ่น กันก่อน เพราะระยะไม่ไกลนัก

               พี่อีกกลุ่มที่ชื่นชอบกล้วยไม้ ก็แยกไปก้มๆ เงยๆ ตามหากล้วยไม้ ส่วนพวกเราก็แยกย้ายกันก้มๆ เงยๆ อยู่กับดงเปราะภู ตามเส้นทางไปผาเตริ่น จากเดินก็แทบจะเป็นคืบคลานไปซะมากกว่า ก็ด้วยดอกเปราะที่สีชมพู้ ชมพู ออกดอกเชิญชวนอยู่มากมาย จนไม่กล้าปฏิเสธ แถมฟอร์มดอกก็มีแตกต่างกันไป 

              ขาไปท้องฟ้ายังสดใส เห็นเสาส่งสัญญาณของทีวีช่องหลายสีอยู่ปลายทางสุดถนนที่มีรอยรถ ก่อนจะเหลือเทรลเล็กๆ ให้แยกเข้าไปป่าไปสู่ผาเตริ่น

              เส้นทางลึกในราวป่าแม้จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากแต่เต็มไปด้วยดอกหญ้ารายทางสีชมพูหวานๆ ที่เราเรียกว่า "ดอกเปราะ" ระหว่างทางยังเจอรอยเท้าสัตว์จางๆ ที่เดาว่าน่าจะเป็นหมาใน จนรู้สึกได้ว่า แม้เราจะทิ้งระยะ เดินกันตามสบาย แต่ในป่าแบบนี้ก็ไม่ควรวางใจอะไรทั้งนั้น

               เราต่างคนต่างไม่รีบเร่งที่จะถ่ายภาพ หรือเดินละเลียดความงามของทิวทัศน์ที่เห็น เทรลชัดเจนขนาดนี้ ใครสนใจมุมไหนก็ไปถ่าย ใครเดินเร็วก็เดินไป ใครเดินช้าก็ค่อยๆ ไป จนถึง ผาช้างผ่าน ที่มองไปไกลเห็นวิวเมืองกับทิวเขาเป็นหย่อมๆ เลาะตาม ผาสมเด็จ ไปไม่ไกล ก็ถึง ผาเตริ่น ซึ่งเป็นชั้นหน้าผา ตัดดิ่ง เป็นชั้นๆ  กับสันเขาที่ทอดยาวลงสู่พื้นราบ

               ตรงจุดที่ยืนอยู่ เจ้าหน้าที่จะเอาไม้ไผ่มาทำเป็นรั้วๆ เตี้ย เหมือนบอกกล่าวกันว่า ถ้าก้าวไกลกว่านี้ ก็โยนดอกไม้ตามลงไปได้เลย คำฮิตที่เรามักเตือนๆ กัน เวลาเดินตามหน้าผาอันตราย เพราะขืนตกลงไป ใครจะตามลงไปเก็บได้ทัน

               พื้นที่แถบนี้ เป็นพื้นดินทราย  มีต้นไม้ไม่สูงใหญ่ แต่ก็แตกยอดสีสดๆ จนเหมือนดูเป็นดอกไม้ แถมด้วย "ต้นกินกุ้งน้อย" ที่มีดอกหน้าตาคล้ายกับดอกหงอนนาค แต่ย่อส่วนเล็กกว่ากันหลายสิบเท่า

               ขากลับ ระหว่างทางเจอหมอกลงจัด อากาศต่างจากขาเดินเข้าไปลิบลับ ฝนเริ่มลงละออง แต่ก็จางหายไปในเวลาไม่นานนัก ให้เวลาเราได้ถ่ายรูปเล่นกันตรงลานจอด ฮ. และป้ายทำสถานที่ตั้งซะหน่อย ที่หน้าป้ายนั่นเอง เจอรอยเท้าช้างใหม่ๆ หลายรอย ทำเอาเสียวสันหลัง

               ตะวันคล้อยต่ำนั่นแหละ ถึงได้ย้ายตัวเองไปโรงครัว ซึ่งที่ภูหลวงจะจัดสถานที่ไว้ให้ทำครัว ล้างจาน กินข้าว ไม่ให้เอาไปทำตรงที่พัก ป้องกันพวกมด พวกหนูที่อาจจะอพยพไปอยู่ตอนนักท่องเที่ยวจากไปนั่นเอง 

               เช้านี้ทุกคนตื่นมาแบบไม่รีบเร่งมากนัก โผล่หน้าออกมานอกประตูก็รับรู้ได้ถึงอากาศเย็นๆ กับฝนหรือน้ำค้างก็ไม่แน่ใจ เกาะพราวบนยอดหญ้า ล้างหน้าแปรงฟัน แต่รู้สึกว่าน้ำไหลน้อย แล้วไม่นานก็หยุดไป

               กระทั่งไปเตรียมมื้อเช้านั่นแหละถึงได้รู้ว่า เมื่อคืนนี้ช้างออกมาเดินเล่น แถมไปเตะเอาท่อน้ำขาดกระจุยอีก ฉันก็แอบดีใจที่ไม่ปลีกวิเวกไปนอนเปลคนเดียว ม่ายงั้น ตายแน่ๆ ถ้าขืนได้ปะหน้าเจ้าของสถานที่ตัวเป็นๆ ในระยะประชิด

               คุยกันไป เตรียมอาหารไป ทั้งมื้อเช้าและเผื่อมื้อเที่ยงด้วย เพราะเราจะเข้าป่าลึกกว่าปกติ แม้จะไปไกลสุดแค่ "แปกดำ" ป่าสนที่อยู่ชายป่าลึก(อีกที) ยามนี้ ที่นั่นน่าจะอุดมด้วยดอกเปราะเช่นกัน และในเส้นทางนี้เอง ถ้าโชคดีก็คงได้เห็นเปราะภูสีเหลืองอีกด้วย 

               เส้นทางเข้าสู่แปกดำต้องมีเจ้าหน้าที่นำทาง ทีมเราได้ "พี่บัณฑิต" เป็นคนนำ ระหว่างทางยังมีทั้งดอกเปราะและกล้วยไม้ ที่ทำเอาหยุดถ่ายรูปกันครั้งละนานๆ ส่วนทากมีให้กวนใจไม่มากนัก

               เดินกันจนเหนื่อยนั่นแหละถึงได้ทะลุออกไปสู่ป่าสน ที่พี่บัณฑิตบอกว่า ถึงแล้ว "แปกดำ" เราพักกินข้าวเที่ยงกันที่นี่ แล้วก็ถ่ายรูปกันให้เพลิน ค่อยเดินทางกลับ จัดการมื้อเที่ยงกันไม่ช้าไม่นานก็ออกเดินถ่ายรูปกัน มุมป่าสน แม้จะดูแปลกตา รกๆ กับดอกเปราะภูที่ขึ้นแซมกับต้นเฟิร์นด้านล่าง ถ่ายสนบ้าง ถ่ายคนบ้าง ถ่ายดอกเปราะบ้าง

               พี่บัณฑิตเล่าว่า เดินไปอีกหน่อยก็จะมีร่องน้ำ แล้วก็เข้าเขตป่าลึก พี่ที่ไปด้วยกัน บอกว่า คราวหน้าน่าจะได้เข้าไปถึงจุดที่ลึกกว่านี้ นั่นหมายถึงการแบ็กแพ็กเข้าป่าอีกรอบ อาจจะ 3 วัน หรือ 4 วัน เพื่อไปให้ถึงภูยองภู แต่สุดท้ายก็เหมือนทุกโปรเจกท์ ที่เป็นได้แค่ในฝัน

               เวลาผ่านไปนานโขในความรู้สึกของคนไม่ค่อยพิถีพิถันถ่ายรูปดอกไม้เท่าไหร่ แล้วท้ายที่สุดก็ผ็อยหลับไประหว่างที่รอเพื่อน ก็บอกแล้วเรื่องแบบนี้ เร่งไม่ได้ ความชอบของใครของมัน

               โอ้เอ้ อยู่นาน จนพี่บัณฑิตเรียกกลับ ถึงได้ออกเดินกันอีกครั้ง แล้วก็ต้องสะดุดตากับเปราะภูสีเหลือง ที่ขึ้นแทรกอยู่ในดงต้นเฟิร์นริมทาง

               เลยมาหน่อยก่อนจะหลุดออกมาชายป่าโล่งๆ ก็ยังได้แวะถ่ายรูปน้ำตกเล็กๆ ที่อุดมไปด้วยมอส

                ออกจากป่า เราเดินเลาะไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ลานสุริยัน ซึ่งเป็นเส้นทางที่อุดมไปด้วยกล้วยไม้นานาชนิด แต่หน้าฝนแบบนี้ก็ต้องลุ้นเอาล่ะ เพราะส่วนใหญ่จะไปออกดอกช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์

                แวะดู รอยเท้าไดโนเสาร์ อายุ 100-140 ล้านปี เป็นพวกไดโนเสาร์กินเนื้อ ไม่ไกลกันมี หินรูปนกกะบา หรือว่า นกตบยุง เราหยุดถ่ายรูปกันเป็นพักๆ กว่าจะทะลุไปถึงริมผา แล้วก็ยังเดินลัดเลาะต่อไปถึงเส้นทางสู่เรือนที่ประทับ ยามที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาเยือนภูหลวง

                บรรยากาศตรงนี้ดีจัง เห็นวิวไปไกล ต้นไม้สูงใหญ่ร่มรื่น เราเลยหยุดคุยกันอยู่ตรงนี้นานเอาการ...จากตรงนี้เราก็ลัดเลาะไปตามร่องก้อนหิน กับดงกุหลาบพันปี ที่ตอนนี้มีแต่ใบ แต่ถ้าราวๆ กุมภาพันธ์-มีนาคม ล่ะก็ แถบนี้ถือเป็นไฮไลท์ถ่ายรูปทีเดียว

                 ตกค่ำถึงได้มาเจอกันพร้อมหน้าพร้อมตา เลยได้ความว่า อีกกลุ่มเจอกล้วยไม้ที่ออกดอกหน้าฝน รวมๆ แล้วเก็บภาพมาได้ไม่ต่ำกว่า 14 ชนิด รวมถึงกุหลาบน่านช่องาม

                 แต่สำหรับฉันยามนี้ ขอเป็นดอกไม้ดินเล็กๆ สีหวานๆ ที่เริงร่ารับสายฝน ก็เป็นสุขใจแล้ว

เปราะภู ชมพูหวาน ลานภูหลวง
ออกดอกรวง ดารดาษ วาดป่าฝน
สีเขียวแซม แต้มชมพู ชูช่อปน
ทุกแห่งหน บนผืนป่า น่าอภิรมย์

...........................................

การเดินทาง ... จากกรุงเทพฯ ไป อ.ภูเรือ ผ่าน อ.ภูเรือ ไปตามเส้นทางเข้า จ.เลย ราว 14 กม.จะถึงบ้านสานตม เลี้ยวขวามุ่งสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ระยะทางราว 28 กม. 

จาก จ.เลย ใช้เส้นทางไปภูเรือ ถึงบ้านแสนตม เลี้ยวซ้าย มุ่งสู่ภูหลวง

.....................................
(ภูหลวง : คอลัมน์ชวนเที่ยว : โดย...เรื่อง/ภาพ : นพพร วิจิตร์วงษ์)