ไลฟ์สไตล์

หนังสือที่เธอถือมา:คนรักเล็กๆของหนังสือ(๓)

หนังสือที่เธอถือมา:คนรักเล็กๆของหนังสือ(๓)

10 มิ.ย. 2555

หนังสือที่เธอถือมา : คนรักเล็กๆ ของหนังสือ (๓) : โดย... ไพวรินทร์ ขาวงาม

1.
          “เครื่องมือสำคัญที่จะก่อให้เกิดสติ ปัญญา และความเพียรที่บริสุทธิ์คือ การอ่าน และการนำข้อคิด ความรู้ ความบันดาลใจ และจินตนาการจากการอ่าน มาพูดคุยสนทนากัน จนได้แนวทางและวิธีการที่ถูกต้อง นำเราพ้นภัย...มาเริ่มต้นอ่านหนังสือกันเถิด พี่เอยน้องเอย”
 
          ชูเกียรติ  อุทกะพันธุ์-ปกหลังหนังสือ “อ่านเถิดชาวไทย”  จัดพิมพ์ในวาระ 20 แพรวสำนักพิมพ์
          การอ่าน-เรื่องที่พูดกันได้ไม่จบไม่สิ้น  หนังสือดังกล่าวนี้บอกว่า “100 คนดังกับหนังสือดีที่อยากให้คนไทยอ่าน”  ซึ่งอยู่ๆ ก็พลอยได้เป็นคนดังร่วมกับเขาด้วย  ทั้งที่คิดว่าตัวเองเป็นคนธรรมดานั่นแหละ     
 
          ปรากฏคนดังทุกวงการต่างก็มี “หนังสือที่เธอถือมา” ทั้งนั้น  ทั้งวงการที่เกี่ยวกับหนังสือและวงการอื่นๆ  พลิกอ่านติดตามนานาประสบการณ์การอ่าน  เกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะหามาอ่านบ้าง  เหมือนที่หลายต่อหลายครั้งดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ เพราะมีผู้แนะนำ
 
          สำหรับผม-ยอมรับว่าแม้อยู่ในแวดวงหนังสือ  แต่หนังสือ 100 เล่มที่ 100 บุคคลแบ่งปันนั้น  ยังอ่านไม่ครบทุกเล่มเลย  หลายต่อหลายเล่มเคยได้ยินแต่ชื่อ  เคยมีคนแนะนำให้อ่าน  แต่ไม่มีโอกาสสักที
 
          ในขบวน “อ่านเถิดชาวไทย”  หนังสือที่ผมแนะนำคือ “ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” เขียนโดย โรเบิร์ต  ฟูลกัม  แปลโดย สมพร  วรรธนะสาร-วาร์นาโด  ที่อ่านแล้วชอบในบางช่วงเวลาของประสบการณ์การอ่าน  มิได้ถือเป็นหนังสือดีที่สุดเท่าที่เคยอ่านมาในชีวิต  ยังมีหนังสือดีอื่นๆ อีกมากมายที่เคยอ่านแล้วอยากเลือกมา  แต่มันก็มากมายเกินไป  จนต้องตัดใจเลือกในแบบที่ชอบๆ ใกล้ตัว
 
          เรื่องหนังสือที่ชอบ หรือหนังสือในดวงใจ  เวลาถูกสอบถูกถามถูกสัมภาษณ์ มักเป็นภาระให้ต้องตอบเสมอ  บางครั้งตอบตามที่เขาขอคือ “10 หนังสือในดวงใจ”  บางครั้งบ่ายเบี่ยง  เพราะบอกไป 10 เล่มแล้ว  ยังไม่ครอบคลุมหนังสือในดวงใจเลย  อันอาจทำให้หนังสืออื่นแอบน้อยใจในใจของตัวเองได้  ก็บอกไปเพียงเล่มสองเล่มที่นึกได้ตอนนั้นๆ  อย่างบางครั้งก็บอกเพียง “ขุนช้าง ขุนแผน” เป็นต้น


2.
          จะว่าไป-คนด้อยโอกาสทางการอ่านอย่างผม  ถือว่าหนังสือทุกเล่มทุกแบบที่เคยได้อ่านเป็นสิ่งดีๆ
          ตอนบวชเป็นสามเณรอยู่ที่สุรินทร์  เริ่มอ่านนิยายแบบ “ไม่มีคำตอบจากทุ่งไหหิน” หรือ “สงครามฝิ่นที่ภูหินตั้ง” ของ สยุมภู ทศพล  โดยการเข้าร้านหนังสือด้วยตัวเอง  เริ่มรู้จักนิยายบู๊ใน “บางกอก”  เริ่มติดและตามการ์ตูนผี  การ์ตูนตลก  พอย้ายไปเรียนต่ออีกที่หนึ่งก็มีโอกาสได้หลงใหลหนังสือแบบ “ฟ้าเมืองไทย”  “ชาวกรุง”  “กระดึงทอง”  ซึ่งเป็นหนังสือเก่าที่มีผู้บริจาคให้วัด  และผมได้รับเลือกให้เป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุด  ได้ทีอ่านแทบจะทุกเรื่องทุกคอลัมน์  อ่านย้อนยุคย้อนสมัยแต่ต้องเสน่ห์  ยิ่งกระดาษหนังสือเก่าๆ ยิ่งหอมต้องใจ  กระทั่งเดี๋ยวนี้เวลาจะเริ่มอ่านหนังสือ  มักต้องยกขึ้นดมก่อนเสมอ
 
          จากที่เริ่มต้นอ่านอย่างกระหาย  เพราะมีหนังสือให้อ่านน้อย  พอมีหนังสือมากและอ่านมากขึ้น  ความกระหายที่จะอ่านลดน้อยลง  เหลือเพียงการเลือกอ่าน  เมื่อก่อนอ่านแทบจะทุกตัวอักษรของหนังสือ  อ่านแล้วคัดลอกในส่วนที่ชอบลงสมุดบันทึก  อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก  ฝึกไปฝึกมากลายเป็นคนลายมือดีขึ้น  ทั้งแบบตัวบรรจงเต็มบรรทัด และแบบหวัดแกมบรรจง
 
          จนแม้เมื่อได้เดินทางมาพบโลกไซเบอร์ละเมอสมัย  มีโน้ตบุ๊กใช้  มีเฟซบุ๊กเล่น  มีอีเมลสื่อสาร  ก็ยังคงติดวิชาการอ่านหนังสือ  และวิชาการใช้ลายมือ  ประคองรักมันไว้  กลัวจะสูญเสียมันไป 
ตอนเป็นเด็กบ้านนอกลูกชาวนา  ใครเล่าอาจรู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะมีให้เราได้ใช้ชีวิตผ่านมาพบมัน?


3.
          เดี๋ยวนี้-ไปไหนมักได้พบเด็กตัวเล็กๆ นั่งจดจ่ออยู่กับไอแผ็ดอยู่ข้างพ่อแม่  เล่นเกมบ้าง  ดูการ์ตูนบ้าง  แม้แต่ลูกชายวัย 5 ขวบของผม  ก็ใช้มันคล่องแคล่วกว่าพ่อเสียอีก  เขารู้จักนกขี้หงุดหงิด  นกขี้โมโห  แบบ ANGRY BIRD อย่างกับว่ามันมีชีวิตจริงๆ-ถึงว่า  โลกละเล่นของเด็กวันนี้  ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว...
          
          มันคงมีข้อดีสมยุคสมัยอยู่บ้างหรอก  แต่ก็ไม่รู้หรอกว่าวิชาการอ่านหนังสือ  วิชาการใช้ลายมือ  วิชาชีวิตคิดอ่าน  จะพัฒนาไปอย่างไรในเด็กวันนี้ของวันหน้า!

ศุกร์ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๕
.......................................
(หมายเหตุ คนรักเล็กๆ ของหนังสือ (๓) : คอลัมน์ หนังสือที่เธอถือมา โดย... ไพวรินทร์ ขาวงาม)