
กรอบทางความคิดของ'มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์'
กรอบทางความคิดของ'มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์' : คอลัมน์ คลินิกคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล
สวัสดีครับแฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” จากการที่ผมได้เผยแพร่เกี่ยวกับ “มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์” ซึ่งผมตั้งใจว่าจะเป็นมูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งขึ้นเพื่อทำการศึกษา ค้นคว้า และวิจัย ตลอดไปจนถึงการพัฒนาในทุก “มิติ” เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนที่พักอาศัย และทำการเผยแพร่องค์ความรู้ให้เป็นวิทยาทานโดยไม่มุ่งหวังผลกำไร ก็เป็นที่ฮือฮากันไปทั่วประเทศ เพราะไม่ทันไรก็มีการประเดิมแจกแบบพิมพ์เขียว “บ้านไม่บาน” ในชุด “จิตต์สวัสดิ์” 1 และ 2 ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นผลให้มีจดหมายหลายร้อยฉบับติดต่อมาถึงผมเพื่อขอรับแบบพิมพ์เขียว “บ้านไม่บาน” ในชุด “จิตต์สวัสดิ์” 1 และ 2 ดังกล่าว จากทั่วทุกสารทิศ ซึ่งผมก็จะทยอยจัดส่งไปให้ตามลำดับครับ ในช่วงแรกผมตั้งใจจะส่งให้องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีกิจกรรมเป็นสาธารณประโยชน์ เช่น วัด โรงเรียน เทศบาล อบต. ฯลฯ ก่อนครับ
จะว่าไปแล้วหลักการทำงานของบรรดาสถาปนิก วิศวกร ของ “มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์” นั้น ผมกำหนดให้ทำงานศึกษาค้นคว้าวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับ “อาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน” ภายใต้ กรอบทางความคิด 6 ประการ ซึ่ง ประการแรก คือ การออกแบบอาคารบ้านเรือนให้มีความงดงามและถูกต้องตามหลักสถาปัตยกรรมในเขตร้อนชื้นที่แดดแรง ลมกระโชกแรง และฝนตกชุก ประเภท “ฝนแปด แดดสี่” ครับ
ประการที่สอง คือ เรื่องวัสดุที่จะใช้ในการก่อสร้างจะต้องเลือกวัสดุที่เหมาะสม คงทน ถาวรต่อสภาพ ดิน ฟ้า อากาศและมีราคาประหยัด รวมทั้งการควบคุมวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารไม่ให้สูญเสียโดยไม่จำเป็น เพราะในทางปฏิบัติแล้วจะเห็นว่า ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนแต่ละหลังนั้นมักจะมีวัสดุที่เหลือทิ้งประมาณ 10% หากสามารถควบคุมการสูญเสียในส่วนนี้ได้ก็จะสามารถควบคุมค่าก่อสร้างให้ถูกลงได้
ประการที่สาม คือ วิธีการก่อสร้างที่ถูกต้องตามหลักวิชาการทั้งในด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมที่รวดเร็ว และมีความมั่นคง แข็งแรง ข้อนี้แหละครับทำให้ต้องศึกษาหาระบบระเบียบวิธีการก่อสร้างที่รวดเร็วที่สุด ประหยัดที่สุดและต้องมีความมั่นคง แข็งแรงที่สุด ซึ่งผมขอเรียกระบบนี้ว่า การก่อสร้างระบบ “Prefabrication” หรือระบบ “ชิ้นส่วนสำเร็จรูป”
ประการที่สี่ คือ การออกแบบตกแต่งภายในที่จำเป็นต้องคิดไปพร้อมๆ กัน เพราะอาคารบ้านเรือนทุกหลังเมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ต้องทำการตกแต่งภายในกันทั้งนั้น หากสามารถคิดพร้อมกันในครั้งเดียว ประกอบกับการวางแผนงานที่รัดกุม ก็จะทำให้สามารถควบคุมงบประมาณได้ครับ
ประการที่ห้า คือ ต้องคิดครอบคลุมไปถึงการทำนุบำรุงดูแลรักษาในอนาคต อีกทั้งยังต้องมีความสวยงามในระยะยาวไม่ตกยุคหรือล้าสมัยไปก่อนเวลาอันควร เพราะผมเชื่อว่า บรรดา “อาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน” นั้น หากได้รับการออกแบบที่ดีแล้ว มีกระบวนการก่อสร้างถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูง รวมทั้งประหยัดที่สุดแล้วก็จะคงความสวยงามตราบนานเท่านาน
ประการที่หก อันเป็นหลักข้อสุดท้ายที่สำคัญไม่น้อย คือ จะต้องเป็นอาคารบ้านเรือนที่ “พอเพียง งามง่าย เป็นทั้งที่รักและที่พักอาศัย” อีกทั้งยังต้องถึงพร้อมด้วย “ประโยชน์และความสุข”
หลักสำคัญ 6 ประการนี่หละครับเป็นกรอบทางความคิด ที่ผมต้องย้ำทำ ย้ำคิดเตือนทั้งสติตัวเองและบรรดาสถาปนิก วิศวกร ของ “มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์” อยู่ตลอดเวลามิให้คิดฟุ้งเฟ้อออกนอกกรอบนี้ครับ
.......................................
(หมายเหตุ กรอบทางความคิดของ'มูลนิธิจิตต์สวัสดิ์' : คอลัมน์ คลินิกคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล)



