ไลฟ์สไตล์

'ทฤษฎี3ห่วง'ของ'บ้านไม่บาน'

'ทฤษฎี3ห่วง'ของ'บ้านไม่บาน'

09 มิ.ย. 2555

'ทฤษฎี3ห่วง'ของ'บ้านไม่บาน' : คอลัมน์ บ้านไม่บาน โดย... อาจารย์เชี่ยว

          สวัสดีครับแฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณแฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” ทั่วประเทศที่ให้ความสนใจแบบ “บ้านไม่บาน” ในชุด “จิตต์สวัสดิ์” ทั้งแบบที่ 1 และ 2  ซึ่งเป็นรูปแบบหรือสไตล์ “ไทยร่วมสมัย” (MODERN CONTEMPORARY THAI  STYLE) ในบางครั้งผมอยากจะเรียกว่าเป็นสไตล์ “ไทยใหม่”  นเป็นกระบวนการ “อนุรักษ์ สืบสานและพัฒนา” ต่อยอดกับ “ภูมิปัญญา” เดิมซึ่งเป็น “ของดีมีอยู่” ของบรรดา “ครูช่าง” ที่ได้รังสรรค์ (ปรุงแต่ง)   “เรือนไทย” ให้สามารถตอบสนองความต้องการของคนไทยที่ได้ลงหลักปักฐานมายาวนานหลายพันปีอาศัยอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ 
 
          จะว่าไปแล้ว “บ้านไทย” หรือ “เรือนไทย” ก็ได้ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านฝน ผ่านการทดสอบมานานหลายชั่วอายุคน อีกทั้งยังได้มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม สอดคล้อง จนเกิดเป็นกระบวนการ วิวัฒนาการของ “เรือนไทย” แต่ที่น่าสนใจคือ “เรือนไทย” ก็ไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิมมากนักถึงแม้ระยะเวลาจะล่วงเลยมานับพันปี (อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ้างในด้านวัสดุที่ใช้และเทคนิคในการก่อสร้าง)
 
          จากการศึกษาวิจัยของผมที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปีกับ “เรือนไทย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภท “เรือนพื้นถิ่น” (VERNECULAR ARCHITECTURE) ซึ่งทำให้สามารถแยกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่ม “เรือนเครื่องผูก” กับกลุ่ม “เรือนเครื่องสับ” ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ใช้ ทั้งยังขึ้นอยู่กับกำลังทรัพยากรที่มีและยังขึ้นอยู่กับสถานภาพทางสังคม ตลอดจนขึ้นอยู่กับกาลเทศะและรสนิยม ฯลฯ เพียงกล่าวนำแค่นี้ ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านก็คงจะเริ่มสับสน จับต้นชนปลายกันแทบไม่ถูก ก็ค่อยเรียนค่อยรู้กันไปครับ   
 
          แต่โบร่ำโบราณเมื่อคิดจะลงหลักปักฐานสร้างบ้านปรุงเรือนกันแต่ละหลัง สร้างชุมชนกันแต่ละครั้งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่ง ต้องศึกษาทางภูมิศาสตร์ในด้านทำเลที่ตั้ง ต้องหา “ชัยภูมิ” ที่เหมาะสม รวมทั้งหา “ฤกษ์งาม ยามดี” ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้แหละครับ ทำให้ผมได้เห็นถึงความละเอียดอ่อนทางความคิดในทุก “มิติ” ซึ่งผมได้เคยเขียนบทวิเคราะห์ทางวิชาการอันเป็นกรอบทางความคิดในการพิจารณา อาคารบ้านเรือนแต่ละหลังและชุมชนแต่ละชุมชน ซึ่งผมมักจะเรียกแนวคิดดังกล่าวให้บรรดานักศึกษาทางด้านสถาปัตยกรรมทั้งระดับปริญญาต  โท ไปจนถึงเอก เพื่อให้สามารถจดจำได้ง่ายๆ ว่า “ทฤษฎี 3 ห่วง” เพราะผมเชื่อว่าการที่เราจะมีอาคารบ้านเรือนที่ดีสักหลังได้นั้นจะต้องถึงพร้อมทั้ง 3 ปัจจัย หรือ 3 ห่วง 
 
          อันประกอบไปด้วย ห่วงที่ 1 คือ “ความเชื่อ” ใน “ภูมิปัญญา” ที่บรรดา “ครูช่าง” ได้ฝากเอาไว้ให้เป็น “ของดีมีอยู่” อันเป็น “มรดกทางวัฒนธรรม” เป็น “ทุนทางสังคม” ที่เราต้อง “อนุรักษ์ สืบสานและพัฒนา” ต่อยอดให้จงได้ โดยไม่หลงมัวเมาไปกับความ “ทันสมัยจอมปลอม” ที่มาพร้อมกับกระแส “โลกาภิวัตน์” (ที่แท้จริงแล้วก็มาหลายครั้งหลายรอบโดยเฉลี่ยแล้วภายในระยะเวลาประมาณ  1 ศตวรรษ ก็มักจะมากันครั้งหนึ่  ดังนั้น อย่าไปตื่นเต้นหรือหลงใหลได้ปลื้มกับกระแสของการเปลี่ยนแปลงไปของโลกและเทคโนโลยีสมัยใหม่มากเกินไป)    
 
          สำหรับห่วงที่ 2 คือ “วิถีชีวิตร่วมสมัย” ที่แต่ละชุมชนในแต่ละยุคแต่ละสมัยก็มีวิถีชีวิตเฉพาะตัวในการกิน การอยู่ คนไทยเมื่อ 100 ปีที่แล้ว กับคนไทยในปัจจุบัน ก็มี “วิถีชีวิตร่วมสมัย” ที่แตกต่างกัน มีทั้งความเหมือนและความต่าง ดังนั้น จะต้องไม่ยึดติด อีกทั้งยังต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างรู้เท่าทันให้ถึงพร้อมทั้ง “สติ” และ “ปัญญา” และห่วงที่ 3 คือ “ฐานทรัพยากร”  ซึ่งก็ต่างกัน ในสมัยโบราณยังไม่มีวัสดุประเภทคอนกรีต เหล็ก อะลูมิเนียม ฯลฯ  ตลอดจนบรรดาเทคโนโลยีในการก่อสร้างที่ทันสมัย  และมีความหลากหลาย  รวมไปถึงบรรดาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์, ระบบการสื่อสาร, จานดาวเทียม, เครื่องปรับอากาศ, เครื่องทำน้ำอุ่น ฯลฯ  
 
          ทั้งนี้ ห่วงที่ 3 ของผมนั้นได้ครอบคลุมไปถึงกำลังความสามารถในการจับจ่ายซื้อหาบรรดาข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้มาไว้ในบ้าน ซึ่ง “ฐานทรัพยากร” ของแต่ละท่านมีไม่เท่ากัน  จึงทำให้ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างบ้านมีความแตกต่างกัน นอกจากนี้ “ฐานทรัพยากร” ในมุมมองของผม นอกจาก “มิติ” ในด้าน “ภูมิสังคม” แล้วยังครอบคลุมไปถึงสภาพทาง “ภูมิศาสตร์” ทำเลที่ตั้ง ทิศทางแดด ลม ฝน ล้วนมีผลโดยตรงกับสภาพดิน ฟ้า อากาศ และยังเตือนสติให้เรารับรู้  รับทราบถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ในกรณีที่เป็นพื้นที่ลุ่ม ก็อาจจะประสบกับภัยน้ำท่วมฉับพลันหรือบริเวณที่ติดกับชายฝั่งทะเลก็อาจจะได้รับผลกระทบจากคลื่นลมกระโชกแรงอันเกิดจากลมพายุ “สตอร์มเซิร์จ”  หรือ “สึนามิ” เป็นต้น
 
          เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจครับพอได้ศึกษาลงไปลึกๆ ภายใต้ “กรอบทฤษฎี 3 ห่วง” ผมค้นพบว่าบรรดา “ครูช่าง” ในอดีตมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนมากกว่าบรรดาสถาปนิก, วิศวกรในปัจจุบันเสียอีก ดังนั้น ผมจึงไม่แปลกใจว่าการปลูกเรือนในที่ราบลุ่มน้ำท่วมขัง บรรดา  “ครูช่าง” จึงได้มีการยกพื้นสูงและมีการออกแบบให้หลังคาลาดชันเพื่อสู้กับสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น 
 
          สำหรับแบบบ้านไม่บานในชุด “จิตต์สวัสดิ์” 1 และ 2 ที่ผมได้ทำการเผยแพร่และแจกแบบพิมพ์เขียวให้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายนั้น ผมได้คิดและพัฒนาขึ้นภายใต้กรอบทฤษฎี 3 ห่วงนี้แหละครับ ท่านที่สนใจต้องการรับแบบพิมพ์เขียวของ “บ้านไม่บาน” ทั้ง 2 หลัง สามารถติดต่อได้โดยตรงที่ อ.เชี่ยว ชอบช่วย หรือ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ หน้าพระลาน กทม. 10200 และต้องขอกราบขอโทษจริงๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาแฟนๆ ที่เป็นประเภท “วัยรุ่นใจร้อน” ที่ได้เขียนจดหมายติดต่อมาแล้วยังไม่ได้รับแบบพิมพ์เขียวที่ส่งให้ก็เพราะต้องรอส่งตามคิวครับ 
 
          ประกอบกับมีความต้องการมากเหลือเกินติดต่อกันเข้ามาไม่เว้นแต่ละวันจากทุกสารทิศทั่วประเทศ ผมจึงให้ความสำคัญกับองค์กรสาธารณประโยชน์ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนวัดวาอาราม โรงเรียนปอเนาะ ตลอดจนสถานปฏิบัติธรรม และสถานศึกษาก่อน ดังนั้น ของดีและของฟรีมีแน่ แต่ต้องรอหน่อย รับรองได้แน่ครับ  

          สำหรับท่านที่สนใจศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปดูที่เว็บไซต์ยอดฮิตของชาว “คนรักบ้าน” ที่  www.homeloverthai.com ครับ
.......................................
(หมายเหตุ 'ทฤษฎี3ห่วง'ของ'บ้านไม่บาน' : คอลัมน์ บ้านไม่บาน โดย... อาจารย์เชี่ยว)