
ฟื้นสวนส้มทุ่งรังสิตที่หนองเสือ
ฟื้นสวนส้มทุ่งรังสิตที่หนองเสือ ย้อนอาชีพเดิมบนเส้นทางเสี่ยง : โดย...ดลมนัส กาเจ
ย้อนไปเมื่อ 30 ปีก่อน ส้มเขียวหวานจากทุ่งสิต ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกในพื้นที่ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี รวมถึงบางส่วนของ อ.บ้านนา จ.นครนายก มีชื่อเสียงเรียงนามจนเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง แต่แล้วเมื่อปี 2538 ส้มเขียวหวานจากทุ่งรังสิตเริ่มประสบปัญหากับโรคระบาดอย่างต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุชาวบ้านเรียกว่า "โรคเอดส์ส้ม" มีลักษณะผลร่วงก่อนเก็บเกี่ยว ใบเหี่ยวและตายในที่สุด แม้กระทั่งวันนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดที่จะออกมายืนยันว่าเกิดมาจากอะไร แต่ที่ชัดเจนคือเกษตรกรต่างประสบกับการขาดทุนอย่างย่อยยับ จนสิ้นเนื้อประดาตัว บางรายทิ้งถิ่นอพยพไปอยู่ที่อื่น บางรายเปลี่ยนปลูกพืชอย่างอื่น โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน
พื้นที่การเกษตรในทุ่งรังสิตมีทั้งหมดกว่า 2.5 แสนไร่ เกษตรกรทำสวนส้มราว 1.2 แสรไร่ แต่หลังจากที่สวนส้มประสบปัญหาโรคระบาด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินดำเนินการหาทางพัฒนาสวนส้มร้างนับแสนไร่ที่ทุ่งรังสิตในปี 2547 โดยมีการ 2 รูปแบบคือพัฒนาที่ดินเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน โดยดำเนินโครงการทดสอบการปลูกปาล์มน้ำมัน นำร่องในสวนส้มร้างของ นายจรัล พุดซ้อน ที่หมู่ 2 ต.ศาลาครุ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกปาล์มน้ำมันมากขึ้นตามลำดับ ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งให้ทำการเกษตรแบบผสมผสานตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
อย่างไรก็ตาม ยังมีเกษตรกรอีกส่วนหนึ่งยังรักอาชีพการปลูกส้ม ไม่ยอมร่วมโครงการปลูกพืชทดแทน แต่พวกเขาหวนกลับฟื้นฟูการทำสวนส้มใหม่อีกครั้ง โดยเปลี่ยนส้มพันธุ์ใหม่จากพันธุ์บางมด และพันธุ์บางกรวย มาเป็นพันธุ์เขียวดำเนิน ปัจจุบันบางรายสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว อย่าง นายวีรยุทธ อำโพธิ์ศรี เกษตรกรวัย 62 ปี จาก ต.บึงบา อ.หนองเสือ อีกคนหนึ่งที่ตัดสินใจปลูกส้มเขียวหวานอีกครั้งหนึ่ง
นายวีรยุทธ กล่าวว่า การตัดสินใจที่หันมาปลูกส้มเขียวหวานอีกครั้ง เพราะว่าสวนส้มทำให้เขารวยมาแล้วเมื่อกว่า 10 ปีก่อน และที่สำคัญเขามีความรู้และถนัดในการทำสวนส้มมากกว่าอย่างอื่น ที่สำคัญหลังจากที่สวนส้มของเขาประสบปัญหาโรคระบาดเมื่อ 10 ปีก่อน เขาทดลองหันมาปลูกมะพร้าวน้ำหอม แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จึงหันมาปลูกฝรั่งก็ขาดทุนอีก ในที่สุดไปปักหลักปลูกส้มเขียวหวานที่ จ.กำแพงเพชร แต่ไม่ประสบผมสำเร็จ จึงหวนหลกลับมาปลูกส้มเขียวหวานที่เดิมอีกครั้งโดยเลือกพันยธุ์เขียวดำเนิน แทนบางมดและบางกรวย
"ผมทราบดีว่าที่ตรงนี้สวนส้มเคยเป็นโรคมาแล้ว และไม่แน่ใจเชื้อโรคเก่าๆ ยังจะเหลืออยู่หรือไม่ ผมวัดดวงเอา ทั้งที่รู้ว่าภาครัฐโดยเฉพาะสำนักเกษตรจังหวัดปทุมธานีไม่ส่งเสริม และเคยแนะนำให้ปลูกพืชอย่างอื่นทดแทน แต่ไม่ทราบจะปลูกอะไร เพราะมะพร้าวน้ำหอม ฝรั่งผมก็เจ๊งมาแล้ว จะให้ปลูกปาล์มผมไม่ถนัด ต้นมีหนาม เก็บเกี่ยวลำบาก" นายวีรยุทธ กล่าว
วีรยุทธ กล่าวอีกว่า ปลูกส้มพันธุ์เขียวดำเนินมา 4 ปีแล้ว ยังไม่พบว่าโรคส้มเดิมจะกำเริบ ตอนนี้จึงขยายพื้นที่ปลูกจาก 30 ไร่มาเป็น 70 ไร่ สวนที่ปลูกช่วงแรกให้ผลผลิตมาแล้ว 2 รุ่น รุ่นแรกสร้างรายได้หลักแสน และรุ่นที่สองได้มา 8 แสนบาท เกือบจะได้ทุนคืนแล้ว ส่วนรุ่นที่สองอีกราว 20 ไร่ กำลังออกผลผลิต คาดว่าปีหน้าเก็บเกี่ยวได้ และมีรายได้หลักล้านบาท หากสามารถเก็บผลผลิตได้เพียง 10 ปี ก็เกินคุ้มแล้ว เพราะปัจจุบันส้มเขียวหวานราคาดี ขายกันอยู่ที่ กก. 30-40 บาท
"ที่ผมเลือกกล้าสายพันธุ์เขียวดำเนิน เพราะเป็นสายพันธุ์เก่าแก่ดั้งเดิม มีคุณสมบัติลำต้นแข็งแรงทนต่อโรคและแมลง มีรสชาติดี หวาน เนื้อแน่น ซังน้อย เปลือกบาง และจะมีสีเขียวเข้ม ตอนนั้นผมซื้อกล้าพันธุ์มาในราคากิ่งละ 100 บาท เริ่มปลูกในแปลงเก่า ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ในขณะเดียวกันผมก็ปลูกพันธุ์เดิมคือบางมดด้วยเพื่อเป็นการทดลอง 5 ต้น ปรากฏว่าเป็นโรค แต่เขียวดำเนิน ไม่มีปัญหาและออกลูกดกด้วย แต่ระยะยาวรอดูไปก่อน" วีรยุทธกล่าว
เช่นเดียวกับ นายสมยศ แสงมณี กล่าวว่า ตัดสินใจหันมาปลูกส้มอีกครั้งในแปลงสวนส้มที่เคยเกิดโรคระบาะเมื่อ 10 ปี ที่คลอง 9 ต.บึงบา อ.หนองเสือ นอกจากนี้ยังมีพรรคพวกอีกส่วนหนึ่งก็มาปลูกส้มอีก รวมแล้วตอนนี้มีผู้ปลูกราว 2,000 ไร่
ขณะที่ นายภัทรพงศ์ ฤกษ์ฉาย เกษตรอำเภอหนองเสือ กล่าวว่า ที่ผ่านสำนักงานเกษตรจังหวัดปทุมธานี ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)ปทุมธานี ดำเนินโครงการนำร่องส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่สวนส้มเดิม จึงพยายามรณรงค์ให้เกษตรกรร่วมโครงการ แต่ก็ยังมีเกษตรกรกลุ่มหนึ่งพยายามปลูกส้มอีก จึงได้แนะว่ามีความเสี่ยงสูง เพราะโอกาสที่จะเกิดโรคนั้นสูงมาก แต่เกษตรกรเหล่านี้ยืนยันว่าจะปลูกส้มอีกและจะดูแลกันเอง
ก็นับว่ามีความเสี่ยงพอสมควรสำหรับเกษตรกรที่หันมาปลูกในทุ่งรังสิต แม้เกษตรกรจะเลี่ยงให้พันธุ์มาทดแทนพันธุ์ แต่หากเชื้อเดิมยังตกค้างอาจกลายและจะระบาดอีกก็ได้ ถึงเวลานั้นเกษตรกรอาจเดือดร้อนอีก ได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้มีอะไรมาซ้ำเติมเกษตรกรอีก (รายละเอียดในรายการ "เกษตร-ทำกินกับคมชัดลึก" ทางช่องระวังภัย เวลา 16.00-17.00 น.วันอาทิตย์ที่ 10 มิ.ย.55)
ไม่ส่งเสริม..แต่ไม่ทอดทิ้ง
ดร.จุรีพัชร ฃบุญจริง เกษตรจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า หลังจากที่เกษตรกรประสบปัญหาโรคระบาดในสวนส้มแล้ว สำนักงานเกษตรจังหวัดปทุมธานี มีการรณรงค์และนำให้เกษตรกรเลิกปลูกเพราะจะประสบปัญหาในเรื่องโรคอีก เพราะชนิดที่ระบาดมีลักษณะที่ผลร่วงก่อนผลจะแก่ ทุกวันนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร ต่างกับโรคกรีนนิ่ง ซึ่งสามารถกำจัดได้ แต่ที่ระบาดในสวนส้มทุ่งรังสิต ยังไม่สามารถจะกำจัดหรือปราบได้ จึงแนะนำให้เกษตรกรปลูกพืชทางเลือกใหม่ โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรก่อนได้เป็นอย่างดี ตอนนี้พิสูจน์ได้แล้วว่าปาล์มน้ำมันใน อ.หนองเสือ ให้ผลผลิตดีกว่า และอาจดีกว่าภาคใต้ด้วย เพราะระบบน้ำอุดมสมบูรณ์
"เราได้ตักเตือนกันแล้วว่า เกษตรกรไม่ควรกลับมาปลูกส้มอีก แต่เกษตรกรยืนยันยังจะปลูกอีก ถึงเราจะไม่ส่งเสริม แต่เราก็ไม่ทอดทิ้ง จึงให้เจ้าหน้าที่ไปแนะ นำและหากเกิดโรคขึ้นให้กำจัดหรือทำลายต้นที่เป็นโรคทันที ที่สำคัญเราบอกให้เกษตรกรทราบว่า หากเกษตรกรปลูกส้ม เกิดโรคระบาดขึ้นมา ภาครัฐจะไม่ชดใช้หรือให้ค่าชดเชยค่าเสียหาย เพราะได้เตือนแล้ว เกษตรกรต้องช่วยตัวเอง แต่เราจะช่วยในลักษณะทางวิชาการมากกว่า" เกษตรจังหวัดปทุมธานี กล่าว
..................................
(ฟื้นสวนส้มทุ่งรังสิตที่หนองเสือ ย้อนอาชีพเดิมบนเส้นทางเสี่ยง : โดย...ดลมนัส กาเจ)



