ไลฟ์สไตล์

พิษบดินทรฯ'สุชาติ-ประแสง'แตกคอ!

พิษบดินทรฯ'สุชาติ-ประแสง'แตกคอ!

31 พ.ค. 2555

"สุชาติ" VS "ประแสง" แตกคอชัด เหตุนร.บดินทรฯประท้วง “ประแสง “ ลาออกจากที่ปรึกษา ฉุนถูกคนใกล้ชิดรมว.ศธ.ใส่ความฝักใฝ่เสื้อเหลือง ยันทำถูกแจ้งความปลัด ศธ.

              31พ.ค.2555 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ประแสง มงคลศิริ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ได้ทำหนังสือลาออกถึงนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 31 พ.ค.2555 เนื่องจากไม่พอใจที่กลุ่มบุคคลใกล้ชิดรมว.ศธ. ไปใส้ร้ายกับผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยว่า หันไปฝักใฝ่ฝ่ายพันธมิตร โดยดร.ประแสงได้ทำหนังสือชี้แจงเรื่องนี้ต่อ ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) และนำหนังสือดังกล่าวมาแจกแก่สื่อมวลชนด้วย

              ในหนังสือดังกล่าวระบุว่า "เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีการปราศรัย นปช. แดงทั้งแผ่นดิน นั้นตนได้รับมอบหมายจาก รมว.ศธ.ทางโทรศัพท์ให้มาเจรจากับนักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์  สิงหเสนี) ที่มาอดอาหารอยู่ข้างทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีฝ่ายพันธมิตรเข้ามายุยงส่งเสริมนักเรียนบดินทรเดชา ทำให้ดร.ประแสงอยู่บนเวทีปราศรัยได้แค่ 2 นาทีเศษ ๆ เมื่อเดินทางมาทำเนียบรัฐบาลเมื่อเวลา 20.00 น. ก็ได้ไปนั่งพูดคุยกับ นร.

              ระหว่างที่นั่งเจาจรกับผู้ประท้วง มีข้าราชการประจำหลายท่านมาช่วยกันเจรจา ถ้าจำไม่ผิด มีรองเลขาฯ กพฐ และ ผอ.โรงเรียนบดินทรเดชา และมีข้าราชการสตรี สังกัดสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ คนหนึ่งไม่ทราบชื่อ ตนจำได้ว่าทำงานหน้าห้อง รมว.ศธ. ได้เดินมาถ่ายภาพตนขณะที่ตนนั่งกับพื้นเจรจากับผู้ประท้วง และเดินไปมา คุยกับคนโน้นที คนนี้ที อยู่ในบริเวณนั้น

              จนราว 22.00 น.ได้รับโทรศัพท์จาก รมว.ศธ.อีกครั้งให้ถอนตัว ต่อมามีกลุ่มบุคคลใกล้ชิดรมว.ศธ. ทั้งที่เป็นขรก.ประจำและขรก.การเมือง ได้นำภาพถ่ายดังกล่าว ไปให้ข้อมูลกล่าวหาใส่ร้ายกับผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย ว่า ตนร่วมมือกับนายวุฒิพงษ์ ฉายแสง ไปสมคบกับพวกพันธมิตร นำผู้ปกครอง นร.บดินทรฯมาชุมนุมอดข้าวประท้วงที่ทำเนียบ เพื่อหวังทำลายนายสุชาติ จึงขอให้พรรคพิจารณาปลดตนออกจากตำแหน่ง

              “การใส่ความที่เป็นเท็จผมในเรื่องนี้ เป็นกระกระทำที่บัดซบและชั่วร้ายมาก กระทรวงคงไม่ปล่อยให้ใครก็ตาม มาใส่ความกล่าวหาผมด้วยความคิดต่ำช้าแบบนี้ได้ตามอำเภอใจ และผมไม่อาจยอมจำนนต่อพฤติการณ์โจรจับรัฐมนตรีเป็นตัวประกันแล้วปล้นภาษีประชาชน ซ้ำร้ายยังใช้วิชามารทำลายผมอย่างเป็นระบบและไร้จริยธรรมต่อไปได้อีก ผมทำงานให้รัฐบาล ทุ่มเทให้พรรค แต่โดนยัดเยียดข้อหาหนักขนาดนี้ อยู่ร่วมกันยาก จึงขอผันตัวไปทำงานอีกด้านหนึ่ง ไม่ใช่ฟากพันธมิตรอย่างที่พวกโจรใกล้ชิดสุมหัวกันกล่าวหา แต่เป็นฟากที่ผมอยู่โดยชาติกำเนิด สำนึกและกำพืดคนเสื้อแดงโดยสายเลือดและจิตวิญญาณ “ ดร.ประแสง กล่าว
 
             ดร.ประแสง ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า “สาเหตุผมที่ลาออก เพราะผมยืนอยู่ในที่สว่างและมีคนแทงหลังผม ผมก็ขออนุญาตสะพายสไนท์เปอร์ไปอยู่ในที่มืด ทำหน้าที่จัดการกับคนชั่ว สูบเลือดสูบเนื้อนักเรียน นักศึกษา “
 
              ดร.ประแสง กล่าวต่อว่า ส่วนที่ตนไปแจ้งความดำเนินคดีกับน.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ขณะที่นายสุขาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศธ. อยู่นอกราชอาณาจักรนั้น อำนาจสั่งการโดยกฏหมายก็เป็นของรักษาราชการรมว.ศธ. ณ ตอนนั้น คือนายศักดา คงเพชร รมช.ศธ. จึงได้มอบหมายให้ตนดำเนินการตามคำเสนอของตน ให้ดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญา กับน.ส.ศศิธารา และไม่ใช่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ไปแจ้งข้อกล่าวหาขณะที่รมว.ศธ.เดินทางไปต่างประเทศ แต่เป็นเรื่องชัดแจ้ง ชัดเจน หากเสนอแล้วรักษาการรมว.ศธ.ไม่ตัดสินใจก็จะกลายเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตนเห็นแล้วไม่เสนอก็เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยเช่นกัน ดังนั้น
 
            “สิ่งที่ผมทำนั้นมีอะไรผิดกฏหมายหรือไม่ ผมถาม ท่านอยู่ในราชอนาจักรท่านก็มีอำนาจ ท่านไม่อยู่คนรักษาการก็มีอำนาจ ข้องใจอะไรอีกไหม หรือไม่รู้ระเบียบปฏิบัติ หรือไม่รู้ข้อกฏหมายถึงได้สงสัย นี่ผมไม่ได้ถอยนะ สงครามพึ่งจะเริ่ม ซึ่งก่อนผมแจ้งความดำเนินคดีก็ได้ดูระเบียบราชการเรียบร้อยแล้วทุกประการ และไม่ใช่พึ่งมาดู ดูมา 2 เดือนแล้ว และไม่ใช่พึ่งมาพบ ไม่ใช่พึ่งมาสืบ ทำมา 2 เดือนกว่าแล้ว ยอมรับชะตากรรมซะที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองซะ อย่ามาเรียกร้อง อย่างมาตีฝีปากตะแบง “ ดร.ประแสง กล่าว

              ดร.ประแสง กล่าวต่อไปว่า หลังตนไปแล้วเรื่องนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ปปช.ก็ดำเนินการต่อไป และตนก็ไม่ได้ไปไหน และยังมีหน้าที่พลเมืองอยู่ ข้อมูลยังมีสำเนาอยู่ ยังทำได้ทุกประการ และไม่เห็นมีอะไรน่าหนักใจ ทำมา 2 เดือนกว่า ได้เห็นได้สัมผัส พบผู้อำนวยการวิทนยาลัยอาชีวศึกษามานับสิบวิทยาลัย พบผู้บริหารมาเกือบ100 คน

              ด้านศ.ดร.สุชาติ กล่าวว่า ดร. ศศิธารา เคยถูกตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงมาแล้ว ดังนั้น หากเป็นตนก็จะนำหลักฐานที่พบเพิ่มไปให้คณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง แต่นี่เลือกที่จะไปฟ้องดำเนินคดี ดังนั้น ใครทำกรรมอะไรก็จะได้รับกรรมนั้น ก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด และตนก็จะไม่ย้ายปลัดศธ.เพราะเคยถูกย้ายจากเลขาธิการอาชีวศึกษามาแล้ว ตนจึงต้องการให้ทุกคนพิสูจน์ตัวเองก่อน มากกว่าจะไปหาหลักฐานความผิดแล้วมาย้ายข้าราชการ ตนเคยเป็นข้าราชการประจำมาก่อนเข้าใจดี ฝ่ายการเมืองควรให้เกียรติข้าราชการประจำมาก ๆฝ่ายการเมืองมีหน้าที่กำหนดนโยบาย แต่ข้าราชการมีหน้าที่ แปลงนโยบายไปสู่ปฏิบัติ ผมไม่แบ่งสีแต่ผมแบ่งความดีหรือความไม่ดี

ปลัดศธ.โอด!!ถูกรังแก-ยันทำตามขั้นตอน


              เมื่อเวลา 10.45 น. ข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้นำแจกันดอกไม้และดอกกุหลาบมามอบเป็นกำลังใจให้กับ  ดร.ศศิธารา ภายหลังถูกดร.ประแสงแจ้งดำเนินคดีในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติงาน ในมาตรา 157 และถูกนายศักดา คงเพชร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ระหว่างที่เดินทางไปราชการเยือนประเทศออสเตรเลีย กับศ.ดร.สุชาติเพื่อไปลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางการศึกษาและการฝึกอบรมระหว่างไทย-ออสเตรเลีย ฉบับใหม่

              ดร.ศศิธารา กล่าวว่า รู้สึกงง ๆ กับเรื่องที่ถูกตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง เพราะการถูกตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ตามกระบวนการแล้ว จะต้องเรียกผู้ที่ถูกสอบไปซักถามหรือให้ทำเรื่องชี้แจงมา หรือตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงก่อน และเรื่องเอกสารสูญหายก็ถือเป็นเรื่องเล็ก ๆและเป็นเรื่องปกติที่มีสูญหาย ซึ่งตนก็ได้เซ็นให้มีการตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงกรณีที่มีเอกสารสูญหายไปแล้ว นอกจากนี้ ตนยังได้เขียนกำชับไปว่าให้เร่งดำเนินการสืบข้อเท็จจริงประมาณเดือนมิถุนายน 2554 และเขียนไปด้วยว่าต่อไปอย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก และให้รายงานผลการสืบข้อเท็จจริงมาด้วย ส่วนข้าราชการจะไปดำเนินการหรือไม่ตนก็ไม่ทราบเพราะแต่ละวันมีเรื่องเข้ามาเยอะ ซึ่งผ่านไป 4 เดือน ผลยังไม่ออกมา เมื่อดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เข้าไปดูแล สอศ.ก็ได้ตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ขึ้นอีกรอบ ในเดือนตุลาคม 2554 ซึ่งขณะนี้ก็ผ่านมาแล้ว 8 เดือน ผลการสืบข้อเท็จจริงก็ยังไม่ออกมาเช่นกัน เพราะระบบอาจจะมีความล่าช้า เพราะคนที่ทำอาจจะมีงานเยอะ ก็ทำไปตามขั้นตอน