
'ครูเฉลิม'สร้างความสามัคคีด้วยดนตรีไทย
'ครูเฉลิม ม่วงแพรศรี'สร้างความสามัคคีด้วยดนตรีไทย : คอลัมน์มองมุมใหม่
หลายคนเดินผ่านงานศพอาจมีความรู้สึก กลัว เศร้าสร้อย สลดหดหู่ แต่สำหรับ "เฉลิม ม่วงแพรศรี" เสียงปี่พาทย์มอญในงานศพที่ดังแว่วให้ได้ยินจากวัดใกล้บ้าน เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หลงใหลและรักเสียงอันไพเราะของ "ดนตรีไทย" จนถอนตัวไม่ขึ้นมาเป็นเวลาเกือบ 60 ปี
"บ้านครูอยู่ใกล้วัด เวลามีงานศพเสียงปี่พาทย์มอญจะดังมาให้ได้ยินเสมอ ฟังแล้วรู้สึกว่าไพเราะชอบมาก โดยเฉพาะเสี่ยงปี่มอญที่ให้อารมณ์เศร้า จนเมื่อเข้าเรียนในโรงเรียนมีชั่วโมงขับร้องเพลงไทย ครูก็ให้ครูเป็นต้นเสียงขับร้อง เช่น เพลงสร้อยเพลง ทำให้ซึมซาบและชอบดนตรีไทยมากขึ้น จนได้สัมผัสกับเสียงซอ โดยเฉพาะซอสามสายที่มีความอ้อยสร้อยและเศร้า ยิ่งเกิดความรักต่อเครื่องดนตรีประเภทนี้เป็นพิเศษ" ครูเฉลิมย้อนถึงจุดเริ่มต้นที่ชอบดนตรีไทย
ครูเฉลิม เล่าว่า เมื่อมีโอกาสย้ายกลับเข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ หลังจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องย้ายไปอยู่ลพบุรี โดยครอบครัวครูอาศัยอยู่ใกล้วัดปทุมคงคา วันหนึ่งมีงานบวชของนักดนตรีไทยและมีวงเครื่องสายมาเล่น ครูเฉลิมประทับใจมากจนเริ่มฝึกดนตรีอย่างจริงจังด้วยตนเอง เริ่มจากซอด้วง แต่ยังเล่นไม่เป็นเพลง กระทั่งมีโอกาสได้ศึกษาและฝึกหัดซอด้วงกับครูดนตรีหลายท่าน อาทิ ครูโองการ กลีบชื่น ลูกศิษย์ของคุณครูหลวงประดิษฐไพเราะ และมีโอกาสออกงานบรรเลงดนตรีครั้งแรกที่สถานีวิทยุหนึ่ง ป.น.สะพานพุทธ
ต่อมาครูเฉลิมได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของคุณครูพระยาภูมีเสวิน เพื่อเรียนซอสามสายโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังได้ศึกษาเล่าเรียนดนตรีไทยประเภทเครื่องสายเพิ่มเติมจากครูดนตรีอีกหลายท่าน ครูเฉลิมมุมานะฝึกซ้อมจนมีความเชี่ยวชาญดนตรีไทย ทั้งซอด้วง ซออู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งซอสามสาย เชี่ยวชาญทั้งในด้านทฤษฎีและด้านปฏิบัติ ได้ทำทางเดี่ยวซอสามสายไว้หลายเพลง เช่น เพลงหกบท เพลงนางครวญ และยังแต่งเพลงไทย ได้แก่ เพลงบัวกลางบึง(เถา) ตลอดจนมีความสามารถคุมวงดนตรีและปรับวงส่งเข้าประกวดในการแข่งขันหลายครั้ง
ด้วยความรักที่มีต่อดนตรีไทยอย่างลึกซึ้ง ทำให้ครูเฉลิมเข้าเป็นครูสอนดนตรีที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ การสอนมีทั้งการบรรยายในชั้นเรียนและภาคปฏิบัติ จุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร คือ สอนลูกศิษย์ให้รู้จักการเทียบเคียงท่วงทำนองในเพลงหนึ่งไปยังอีกเพลงหนึ่ง โดยใช้วิธีการเทียบเคียงท่วงทำนองของบทเพลงที่กำลังเล่นอยู่ในปัจจุบันกับบทเพลงที่เล่นจนมีความชำนาญ เช่น ขณะกำลังเล่นเพลงท่อนหนึ่งในเพลงเขมรราชบุรี พอถึงท่อนที่มีทำนองคล้ายเพลงแสนคำนึง จะบอกให้ลูกศิษย์เล่นในทำนองเดียวกัน โดยเทียบเคียงจากความทรงจำ ซึ่งทำให้ลูกศิษย์มีพัฒนาการ สามารถจดจำบทเพลงได้เร็วและรู้จักการประยุกต์เทียบเคียงทำนองเพลง
ครูเฉลิมยังได้เล่าถึงความเป็นมาของบทเพลงแต่ละเพลง สอดแทรกการอธิบายโดยใช้ความรู้ด้านอักษรศาสตร์ ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของคำบางคำในบทเพลงที่มีการเพี้ยนของภาษาด้วย จากความรู้ความสามารถด้านดนตรีไทยประเภทเครื่องสาย โดยเฉพาะซอ ครูเฉลิมจึงได้มีโอกาสร่วมวงบรรเลงดนตรีไทยวงเดียวกันกับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานดนตรีไทยอุดมศึกษาหลายครั้งจนเป็นประจำ
"ครูพยายามปลูกฝังให้ลูกศิษย์เห็นว่า การเรียนดนตรีไทย เพื่อทำหน้าที่อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย โดยยึดสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นแบบอย่าง ซึ่งแม้พระองค์จะมีพระราชภารกิจมาก แต่ทุกวันอาทิตย์ตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายสองโมง ท่านจะเสด็จฯ ไปต่อเพลงและทรงดนตรีที่วังปลายเนินเป็นประจำ หรือยามที่ในหลวงจะเสด็จฯ ไปเยี่ยมประชาชน สมเด็จพระเทพฯ จะตื่นบรรทมก่อน แล้วนำผ้าหนาๆ มารองที่พื้นไม่ให้เกิดเสียงดังยามซ้อมดนตรีรอจนในหลวงเสด็จฯ" ครูเฉลิมกล่าว
ตั้งแต่วัยหนุ่มจนขณะนี้วัย 74 ปี ครูเฉลิมไม่เคยวางมือจากดนตรีไทย ปัจจุบันครูยังเป็นครูพิเศษสอนที่คณะครุศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และสถาบันบีณฑิตพัฒนศิลป์ ซึ่งจากการเริ่มต้นด้วยการได้ฟังดนตรีไทยจากงานในวัด ก้าวเข้าสู่การขวนขวายเรียนรู้ ฝึกปรือฝีมือ จนกลายเป็นผู้ถ่ายทอดดนตรีไทยให้แก่คนรุ่นใหม่ โดยมีความรักในดนตรีประจำชาติเป็นพื้นฐาน ส่งผลให้ ครูเฉลิม ม่วงแพรศรี ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 7 ด้านศิลปกรรม (ซอสามสาย) จากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)
...........................................
('ครูเฉลิม ม่วงแพรศรี'สร้างความสามัคคีด้วยดนตรีไทย : คอลัมน์มองมุมใหม่ )



