ไลฟ์สไตล์

ตึกแถวไม่บานในดวงใจ

ตึกแถวไม่บานในดวงใจ

17 พ.ค. 2552

สวัสดีครับแฟนๆ ชาวบ้านไม่บาน ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณบรรดาแฟนๆ ทั่วประเทศที่ให้ความสนใจติดต่อสอบถามเข้ามามากมายเกี่ยวกับ ทฤษฎีเก้าอี้ 4 ขา ในการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน รวมถึงการออกแบบ “บูทิคฮอตแท็ปไม่บาน” หรือ “บูทิคอพาร์ตเมนต์+โฮเทลไม่บาน”

  ซึ่งท่านที่สนใจใฝ่รู้สามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ยอดฮิตของชาวคนรักบ้าน  www.homeloverthai.com ถ้ามีเวลาว่างๆ อยากจะให้เข้ามาดูกันเยอะๆ ครับ  ไม่แน่นะครับ ปีนี้อาจจะทำลายสถิติยอดรวมผู้เข้ามาเยี่ยมของปีที่แล้วที่มีจำนวนสูงถึง 35,265,584  (สามสิบห้าล้าน+++) ฮิต ก็นับได้ว่าเป็นความภูมิใจลึกๆ  ของทีมงานบ้านไม่บาน อันประกอบไปด้วย สถาปนิกและวิศวกรที่ล้วนแต่มากด้วยประสบการณ์ ต่างระดมสรรพกำลังกันมาให้ความรู้อันเป็นสารประโยชน์แก่ท่านผู้อ่าน เพื่อให้ได้รู้เท่าทันในแง่มุมต่างๆ เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนในรูปแบบที่หลากหลายครับ

 สัปดาห์นี้ ผมมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่จะนำเสนอรูปแบบ “ตึกแถวไม่บานในดวงใจ” ซึ่งอาคารบ้านเรือนประเภทตึกแถวนี้อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน ตั้งแต่สมัย ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ซึ่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า จากการที่ พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จเยือนนานาอารยประเทศต่างๆ โดยเริ่มจากเสด็จประพาสประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงก่อน เช่น  สิงคโปร์ ชวา เป็นต้น ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล ทรงนำเอารูปแบบสถาปัตยกรรมในลักษณะเรือนแถว หรือตึกแถว นำมาทดลองสร้างบนถนนสายต่างๆ

 รวมถึงบริเวณย่านร้านตลาด เช่น ท่าช้าง ท่าเตียน ฯลฯ รวมไปถึงตึกแถวสองข้างทางตลอดแนวถนนสายใหม่ๆ ที่ทรงมีพระราชดำริให้ตัดขึ้น เช่น  ถนนเจริญกรุงหรือที่เรียกว่า  “New  road”  บางท่านเรียกอาคารหรือตึกแถวแบบนี้ว่า  “เรือนแถวแบบชิโนโปรตุกีส”  เพราะมีความเป็นศิลปกรรมของจีนผสมโปรตุเกส  ซึ่งในสมัยนั้นผู้ที่พักอาศัยอยู่ในเรือนแถว หรือ ตึกแถว ส่วนมากจะเป็นพวกพ่อค้าวาณิช แต่ในยุคเริ่มต้นนั้นบรรดาเหล่าคนไทย ที่ทำอาชีพเกษตรกรรมไม่ใคร่จะนิยมอยู่หรอกครับ แต่มักจะอยู่บ้านเรือนทรงไทยยกพื้นสูงตั้งอยู่ริมสองฝั่งคลองเสียมากกว่า

 ดังนั้น จึงไม่ผิดนักที่ผมจะกล่าวว่า ตึกแถว มักจะมาพร้อมกับกิจกรรมทางด้านการค้าและการขยายตัวของเมือง  โดยทั่วไปแล้วพื้นที่ชั้นล่างของตึกแถวจะถูกใช้เป็นบริเวณที่ทำกิจกรรมเกี่ยวกับการค้า รวมทั้งการให้บริการต่างๆ  ส่วนชั้นบนก็จะใช้เป็นที่พักอาศัย  นับได้ว่าเป็นอาคารบ้านเรือนอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่ามีความเหมาะสมกับวิถีการดำรงชีวิตในย่านชุมชนเมืองมากที่สุด และได้แผ่ขยายกระจายไปทั่วประเทศ ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกตำบล  ทุกชุมชน ที่ใดมีการค้าที่นั่นก็มักจะมีตึกแถวเสมอ เพราะจัดได้ว่าเป็นอาคารประเภท  “ประโยชน์สูงประหยัดสุด” 

 นับเป็นเวลากว่า 100  ปีแล้วครับ นับตั้งแต่ตึกแถวรุ่นแรกๆ  ได้ถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารประเภทก่ออิฐหรือปูน ในช่วงแรกนั้นระบบโครงสร้างมักจะเป็นระบบกำแพงรับน้ำหนัก จึงมีกำแพงที่มีความหนามากเป็นพิเศษและโครงสร้างของชั้นบนก็มักจะเป็นพื้นไม้  แต่ถือได้ว่าเป็นอาคารที่มีคุณภาพมากนะครับ  เพราะตึกแถวที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัย ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 นั้น ถึงแม้จะมีอายุยืนยาวกว่า 100 ปี  แต่ก็ยังคงสามารถใช้งานได้ดีในปัจจุบัน

 สำหรับในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอรูปแบบ  “ตึกแถวไม่บานในดวงใจ” ของผม  เป็นรูปแบบตึกแถวที่ได้ถูกวิวัฒนาการขึ้น โดยผมออกแบบให้มีความร่วมสมัยเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ในยุคไซเบอร์สเปซ  มีการเล่นกับหน้าต่างที่เปิดกว้าง และวัสดุที่ถูกนำมาใช้ที่มีความหลากหลายและทันสมัยขึ้นผิดไปจากตึกแถวในช่วงยุคแรกๆ  ซึ่งมักจะมีความสูงเพียง 1-2  ชั้น แต่ในปัจจุบันราคาที่ดินในเมืองมีราคาสูงขึ้น อีกทั้งความหนาแน่นของประชากรก็มากขึ้น  ตึกแถวจึงมีขนาดความสูงอย่างน้อย  3-5  ชั้น ผมขอฟันธงลงไปตรงนี้ว่า ในอนาคตตึกแถวคงจะต้องมีการติดตั้งลิฟต์ขนาดเล็ก ขนาดความจุ 2-3  คน รวมทั้งมีการใช้พื้นที่บนดาดฟ้าทำเป็นสวนลอยฟ้าสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ  มีศาลาเล็กๆ สำหรับนั่งกินลม ชมดาว  หรือหากฝันไปไกลกว่านั้นอาจจะมีสระว่ายน้ำเล็กๆ  หรืออ่างน้ำวนจากุซซี่ไว้นอนแช่เล่นให้เย็นใจอีกด้วย

 จะเห็นได้ว่าตึกแถวเป็นอาคารบ้านเรือนอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้พิสูจน์ตัวเองให้เห็นแล้วว่า เป็นอาคารประเภท “อกาลิโก” แบบ  “Never  Die”  คือ ไม่มีวันล้าสมัย  แม้แต่ตัวผมเองในบางช่วงชีวิตก็ได้ใช้ชีวิตในตึกแถว และก็ไม่อายที่จะบอกว่าผมเคยเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นมาในตึกแถว ทุกวันนี้ก็ยังฝันอยู่เสมอครับว่า  อยากมี “ตึกแถวไม่บานในดวงใจ” สัก 1 คูหา ที่มีทำเลอยู่ในย่านใจกลางเมืองเพื่อที่จะใช้เป็นทั้งบ้านและสำนักงาน ที่เรามักจะเรียกทับศัพท์ให้ดูโก้เก๋ว่า  โฮมออฟฟิศ  หรือ  ทาวน์โฮม หรือ จะตั้งใจตั้งชื่อกันให้เท่ทันสมัยจะเป็นชื่ออะไรก็แล้วแต่  แต่แท้จริงแล้วก็คือ  ตึกแถว นั่นแหละครับ ที่สามารถตอบสนองวิถีชีวิตที่สับสนวุ่นวายของคนเมือง โดยเฉพาะของบรรดาชาวคนรักบ้านที่ทำกิจการค้าขายในเมือง 

 มาร่วมด้วยช่วยกันเถอะครับ มาพัฒนารูปลักษณ์ของ ตึกแถว ให้ดียิ่งๆ  ขึ้นไปให้สวยงามและถูกสุขลักษณะยิ่งขึ้น  เพราะสำหรับผมแล้วอาคารบ้านเรือนประเภท ตึกแถว ก็ถือได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอีกรูปแบบหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงวิถีในการดำรงชีวิตของแต่ละชุมชนในแต่ละยุคสมัย  รวมทั้งยังเป็นศิลปะสถาปัตยกรรมอีกรูปแบบหนึ่งที่ พระพุทธเจ้าหลวง ได้ทรงนำมาเผยแพร่  ดังนั้น จึงจัดได้ว่าเป็นหนึ่งใน  “ของดีมีอยู่” ที่พวกเราจะต้องช่วยกันอนุรักษ์  สืบสาน  และพัฒนาต่อยอดทางความคิด  ต่อชีวิตให้ “ตึกแถวไม่บานในดวงใจ” ให้เบ่งบานกันไปทั่วประเทศ  

 สัปดาห์นี้คงมีสาระน่ารู้เพียงเท่านี้  แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า  ขอให้ชาวบ้านไม่บานทุกท่านรู้รักษ์สามัคคีและโชคดีมีชัยกันทั่วถ้วนหน้า สวัสดีครับ