
รัฐมั่นใจจำนำข้าว'นาปรัง'ปี55เป็นธรรม
รัฐมั่นใจจำนำข้าว 'นาปรัง' ปี 55 ทางเลือกชาวนาสู่ราคาเป็นธรรม : รายงานเกษตร : โดย ... สุรัตน์ อัตตะ
หลังจากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลผลิต ปี 2554/2555 โดยไม่จำกัดปริมาณ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2554-29 กุมภาพันธ์ 2555 นโยบายดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงการค้าข้าวว่า เป็นการแทรกแซงราคาและไม่เป็นไปตามกลไกตลาด เพราะกำหนดราคารับจำนำสูงอยู่ที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน
ในขณะที่ยังคงเดินหน้าต่อไป โดยเริ่มโครงการรับจำนำข้าวเปลือกหอมมะลินาปรังปี 2555 ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2555 ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 15 กันยายน 2555 และรับจำนำไม่จำกัดปริมาณเช่นกัน ล่าสุดองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กระทรวงพาณิชย์ หนึ่งในหน่วยงานที่รับผิดชอบนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีติดตามความคืบหน้าภารกิจการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อความมั่นใจว่าเกษตรกรจะได้รับเงินค่าจำนำเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยปราศจากการแทรกแซงจากพ่อค้าคนกลาง
กมลวิศร์ แก้วแฝก รักษาการผู้อำนวยการอ.ต.ก.กล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 ว่า การรับจำนำข้าวเปลือกหอมมะลินาปรังในโครงการนี้ ได้เริ่มดำเนินการมาแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม 2555 โดยรัฐบาลได้มีมติแต่งตั้งผู้แทนจากกรมการค้าภายใน กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร องค์การคลังสินค้า (อคส.) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เป็นคณะทำงาน เพื่อร่วมพิจารณาแนวทางการรับจำนำและกำหนดราคารับจำนำ หลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขเพื่อให้เกิดความโปร่งใส โดยเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวเปลือกหอมมะลินาปรังได้รับราคาที่เหมาะสมเป็นธรรมช่วยป้องกันปัญหาการปนของข้าวพันธุ์อื่นในแปลงนาของหอมมะลิในฤดูนาปี อีกทั้งยังป้องกันปัญหาการจำนำข้าวข้ามเขตของเกษตรกรและโรงสี ตลอดจนการสวมสิทธิ์เพื่อช่วยให้เกษตรกรได้รับเงินค่าจำนำข้าวเต็มราคาและเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยปราศจากพ่อค้าคนกลาง
"ข้าวนาปรังเป็นข้าวที่ปลูกนอกฤดูการทำนาปกติ มีระยะเวลาการปลูกตั้งแต่เดือนมกราคม จะเก็บเกี่ยวอย่างช้าที่สุดไม่เกินเดือนเมษายน และนิยมปลูกในท้องที่ที่มีการชลประทานที่ดีเช่นในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อให้การรับจำนำข้าวทันต่อสถานการณ์ จึงได้กำหนดระยะเวลาในการรับจำนำไว้ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม-15 กันยายน 2555 และจะรับจำนำผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 ที่ผลิตในประเทศไทยทั้งหมด โดยไม่จำกัดปริมาณ"
กมลวิศร์ แจงรายละเอียดต่อว่า ข้าวที่รับจำนำในโครงการดังกล่าวมีทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียว โดยมีราคารับจำนำเฉลี่ย 1.3-1.5 หมื่นบาทต่อตัน ขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้าวที่เกษตรกรนำมาจำนำ คาดว่าตลอดระยะเวลาในการดำเนินโครงการจะมีปริมาณข้าวรับจำนำประมาณ 11.11 ล้านตัน
รักษาการผอ.อ.ต.ก.กล่าวอีกว่า การรับจำนำข้าวในโครงการนี้จะดำเนินการควบคู่ไปกับการเปิดรับสมัครโรงสีและตลาดกลางเข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นจุดรับฝากข้าวเปลือกและออกใบประทวนให้เกษตรกรที่นำข้าวมาจำนำ โดย อ.ต.ก.จะมีการเปิดจุดรับจำนำให้เพียงพอต่อการให้บริการแก่เกษตรกรและจะเป็นผู้กำกับดูแลให้เป็นไปตามข้อกำหนดเพื่อให้เกษตรกรมั่นใจในระบบบริหารจัดการตั้งแต่กระบวนการรับจำนำ การจัดเก็บจนถึงการระบายข้าวออกสู่ตลาดเกิดความเสมอภาคทั้งฝ่ายโรงสีและเกษตรกรผู้รับจำนำ ซึ่งโรงสีและตลาดกลางที่เข้าร่วมโครงการจะต้องได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้รับทราบ ยกเว้นในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร อคส.และอ.ต.ก.จะเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกและอนุมัติโรงสีที่เข้าร่วมโครงการเอง
"ล่าสุด (18 พ.ค.) มีโรงสีที่เข้าร่วมโครงการกับ อ.ต.ก.แล้ว 188 แห่ง แยกเป็นภาคเหนือ 67 แห่ง ภาคอีสาน 37 แห่ง และภาคกลาง 84 แห่ง เฉพาะที่ จ.สุพรรณบุรี มีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 1 ล้านไร่ มีโรงสีที่เป็นจุดรับจำนำข้าวของ อ.ต.ก.จำนวน 46 แห่ง มีปริมาณรับจำนำข้าวทุกชนิดรวมทั้งสิ้น 572,848 ตัน" รักษาการผอ.อ.ต.ก.กล่าว
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาโรงสีเข้าร่วมโครงการ ทางอ.ต.ก.จะพิจารณาจากโรงสีที่ให้ความร่วมมือทางราชการดีเยี่ยมเป็นอันดับแรก จะต้องมีศักยภาพและความพร้อม มีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่เพียงพอต่อการใช้งานในการรับฝากและการแปรสภาพข้าวเปลือก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องชั่งน้ำหนัก รถบรรทุก เครื่องวัดความชื้นข้าวอย่างน้อย 2 เครื่อง เครื่องมือตรวจสอบคุณภาพข้าวเปลือก เครื่องอบลดความชื้นหรือลานตาก มีสถานที่เก็บข้าวอยู่ในบริเวณเดียวกันกับโรงสีและจะต้องเก็บรักษาข้าวเปลือกที่รับจำนำไว้ในโกดังของโรงสีและดูแลรักษา พร้อมทั้งรับผิดชอบคุณภาพข้าวเปลือกดังกล่าว ซึ่งแต่ละโรงสีจะรับจำนำข้าวเปลือกจากเกษตรกรได้ไม่เกิน 30 เท่าของกำลังการผลิตและต้องวางหลักทรัพย์ค้ำประกันมูลค่าข้าวที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสียหายของรัฐบาล
ชัยรัตน์ โพธิ์พันธุ์ เจ้าของโรงสีธนภัทรพูนแสง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวนาปรับปี 2555 กับอ.ต.ก.ยอมรับว่า ทางโรงสีจะได้ค่าตอบแทนเป็นค่ารับฝากและค่ารักษาคุณภาพข้าวเปลือกที่รับจำนำในราคา 55 บาทต่อตันต่อเดือน เมื่อจัดเก็บข้าวเปลือกไว้เกิน 90 วัน จะมีการบันทึกข้อมูลการรับจำนำข้าวเปลือกและรายงานผ่านระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ไปยังอ.ต.ก. กรมการค้าภายในและฝ่ายเลขานุการ สำนักงานการค้าภายในจังหวัดทุกวัน หากมีการขนย้ายข้าวเปลือก ข้าวสารเข้าโกดังกลางต้องรายงานล่วงหน้า 1 วันก่อนการขนย้าย รวมทั้งต้องนำส่งข้าวสารเข้าเก็บในคลังสินค้าหรือไซโลที่เช่าจัดเก็บโดยอ.ต.ก.หรือผู้ซื้อในอัตราและ/หรือภายในระยะเวลาที่กำหนดด้วย
สมบัติ เส็งหลวง เจ้าของโรงสีประเสริฐสมบัติ ซึ่งเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวนาปรับปี 2555 เช่นกัน ระบุว่า จากการที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวกับอ.ต.ก.ที่ผ่านมาได้รับคำแนะนำเป็นอย่างดี ทั้งด้านการบริหารจัดการเก็บรักษาข้าว ความพร้อมของอุปกรณ์และสถานที่เก็บข้าวเปลือก ข้าวสารที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน มีเครื่องอบลดความชื้นหรือลานตากในบริเวณโรงสี มีเครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุก เครื่องวัดความชื้นข้าวและเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพข้าวเปลือกที่เพียงพอต่อการใช้งาน ตลอดจนมีการติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดไว้ในบริเวณที่สามารถบันทึกภาพการทำงานในสถานที่เก็บข้าวให้เห็นได้อย่างชัดเจนทั้งระบบ ทั้งการจัดเก็บรักษาและคงคุณภาพของข้าว จนถึงช่วงระบายข้าวออกสู่ท้องตลาด ทำให้มั่นใจว่าการดำเนินโครงการนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคได้บริโภคข้าวที่คุณภาพดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ส่วนเกษตรกรก็จะได้ราคารับจำนำข้าวอย่างเต็มราคาด้วย
โครงการรับจำนำข้าวเปลือกหอมมะลินาปรังปี 2555 โดยความรับผิดชอบขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร เพื่อการแก้ปัญหาด้านราคาข้าวที่เหมาะสมและเป็นธรรมในการช่วยให้เกษตรกรได้รับเงินค่าจำนำข้าวเต็มราคาและเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยปราศจากพ่อค้าคนกลางนั่นเอง
----------
(หมายเหตุ : รัฐมั่นใจจำนำข้าว 'นาปรัง' ปี 55 ทางเลือกชาวนาสู่ราคาเป็นธรรม : รายงานเกษตร : โดย ... สุรัตน์ อัตตะ)
----------



