ไลฟ์สไตล์

'บ้านของพ่อ'ที่'งามง่ายพอเพียง'(2)

'บ้านของพ่อ'ที่'งามง่ายพอเพียง'(2)

26 พ.ค. 2555

'บ้านของพ่อ'ที่'งามง่ายพอเพียง'(2) : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน

          เมื่อสองสัปดาห์ก่อนผมได้เขียนถึง “บ้านของพ่อ” ที่แสนจะ “งามง่าย พอเพียงอันเป็นทั้งที่รักและที่พักอาศัย” ของผม และได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับ “พ่อ” ของผม (ที่มีอายุย่างเข้าสู่ปัจฉิมวัยในปีที่ 87 แล้ว) ผมก็จะพา “พ่อ” กลับ “บ้านของพ่อ” ด้วยตัวผมเอง (อีกทั้งยังเป็นการกลับไปหา “แม่”  ที่ได้เดินทางก้าวล่วงไป 1 ก้าวแล้ว)    
 
          เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว “พ่อ” ผมก็ได้ละสังขารไปด้วยความสงบ คงไม่ต้องถามนะครับว่าผมจะเสียใจมากน้อยแค่ไหนเพียงใด เพราะ “พ่อ” ใครใครก็ย่อมรักและผูกพันเป็นธรรมดาครับ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาผมได้เฝ้า “พ่อ” ผมได้มีโอกาสใช้ชีวิตเข้าออกกับโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น ทำให้ผมได้มีโอกาสนั่งเงียบๆ ทบทวนอะไรหลายๆ อย่าง รวมถึงได้มีโอกาสอ่านหนังสือธรรมะนับร้อยเล่ม ที่บรรดาท่านผู้มีจิตอันเป็นกุศลมาวางไว้บนชั้นวางหนังสือตามทางเดินของโรงพยาบาลเพื่อปลอบประโลมใจแก่ “ผู้ร่วมทุกข์”   
 
          นอกจากจะได้มีโอกาสเรียนรู้ “สัจจะแห่งธรรม” แล้วทำให้ผมได้รู้ว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้ “บ้านของพ่อ” เป็น “บ้านที่ร่มเย็นเป็นสุข” อย่างแท้จริง ก็เพราะ “พ่อ” ชอบอยู่กับ “บ้าน” ซึ่งต่างกับสมัยนี้ที่ผู้คนไม่ชอบอยู่กับ “บ้าน” มักจะอพยพทิ้ง “บ้าน” ไปตามแหล่งงาน ทำให้  “บ้าน” ไม่มีบรรยากาศของ “บ้าน” ซึ่งต่างกับ “พ่อ” เป็นคนชอบอยู่ติดกับ “บ้าน”  ไม่ชอบไปไหนไกล แม้อยู่โรงพยาบาลก็บ่นกับผมอยู่เสมอว่าอยากกลับ “บ้าน”  
 
          นอกจากนี้ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ “บ้านของพ่อ” เป็น “บ้านที่มีชีวิตชีวา” เพราะ “พ่อ” ชอบจะทำโน่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา จึงดูเหมือนว่าจะเป็น “บ้านที่ไม่รู้จักเสร็จ” เพราะมีการปรับปรุงนั่น ต่อเติมนี่  “พ่อ” ได้เอาใจเข้าไปดูแลรักษา “บ้าน” ทุกครั้งที่ได้กลับ “บ้านของพ่อ” ผมก็จะรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก อีกทั้งยังเป็นบ้านที่ไม่หยุดนิ่งเต็มไปด้วย “ชีวิตชีวา” มี “พลวัตร” ที่เคลื่อนตัวไปข้างหน้าตลอดเวลา เปรียบเสมือนกับเก้าอี้โยก หรือการไกวชิงช้า ก็จะเป็นที่นิยมมากกว่าเก้าอี้นั่งนิ่งๆ หรือชิงช้าที่ไม่แกว่งไกว “บ้านของพ่อ” จึงเป็น “บ้านที่ทันสมัย” และ “สนุกสนาน”  อยู่เสมอ
 
          แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่หวือหวาจนเกินความ “พอเพียง” ของชีวิต อีกทั้ง  “พ่อ” เลือกที่จะอยู่ใน “บ้าน” ที่ไม่ใหญ่โตจนเกินความ “พอดี”  มีพื้นที่เล็กๆ แต่ก็เป็น “บ้าน” ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็น “บ้าน” ที่บรรดาสมาชิก “มีความสุข อยู่ที่ความยินดี” อีกทั้งยังมีบุคลิกของ “บ้าน” ที่ชัดเจน (แท้จริงแล้ว  “ความสุขอยู่ที่ความยินดี” ก็มีบัญญัติไว้เมื่อกว่า 2,500 ปีล่วงแล้วใน  “พระไตรปิฎก” เล่มที่ 20)   
 
          พอผมได้ถูก “บ่มเพาะ” จนเติบใหญ่ขึ้นใน “บ้านของพ่อ” ที่มีลักษณะ  “งามง่าย พอเพียง”  เช่นนี้ ก็เลยทำให้ผมเป็นคนแบบนี้ “บ้านของพ่อ”  ทำให้ผมเป็นคนมองโลกในแง่บวก และมีความเชื่อมั่นในการทำความดีตาม “หน้าที่ทางจริยธรรม” ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณ “คุณพ่อ” ที่  “ปรุงบ้านของพ่อ” ได้อย่างงดงามและมีชีวิตชีวาเป็นที่สุด  
 
          เมื่อสัปดาห์ก่อนผมได้ให้สัญญากับ “พ่อ” ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตผมก็จะพา “พ่อ” กลับบ้านกลับไปยัง  “บ้านที่พ่อรัก” เพราะ “พ่อ” พูดอยู่กับผมอยู่เสมอว่า อยากกลับ “บ้านของพ่อ” ครับ และในช่วงระหว่างการเดินทางกว่า 6 ชั่วโมง ระยะทางกว่า 450 กิโลเมตร จาก “กรุงเทพฯ”  กลับ “บ้านของพ่อ” ที่ “สุรินทร์” ผมกระซิบเบาๆ บอก “พ่อ” ว่าให้รอผมสักพักและฝากบอก “แม่” ด้วยว่า   ไม่ช้าก็เร็วเราคงจะได้พบกันอีก    ที่ “บ้านของพ่อ”   ในอีกโลกหนึ่งที่ไม่ใช่โลกสีน้ำเงินเล็กๆ ใบนี้อย่างแน่นอนครับ
.............................
(หมายเหตุ 'บ้านของพ่อ'ที่'งามง่ายพอเพียง'(2) : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน )