
เปิดเคล็ดลับปรับวิธีขับรับถนนเปียก
ช่วงนี้ในตกหนักเอาเรื่อง นอกจาก เจอกับสภาพลื่นของผิวทางวิ่งที่เต็มไปด้วยฟิล์มบางๆ จากสิ่งสกปรกที่สะสมกันมาในช่วงฤดูร้อนทำให้ ยางไม่สามารถสัมผัสกับผิวถนนได้เต็มที่อาการลื่นไถลก็จะเกิดขึ้น น้ำมากๆ ต้องขับ ระวังอาการเหินน้ำ สัปดาห์นี้เปิดโลกยนตรกรรม นำผู้อ่
อุบัติเหตุเกิดขึ้นเนื่องจากฝนตกถนนเปียกที่พบเห็นบ่อย ๆ คือ การชนท้าย ฝนตกอากาศเย็นอาจจะเป็นความสุขของบางคน สำหรับผู้มีอุบัติเหตุก็ไม่มีความสุข เพราะต้องลงจากรถมาเจรจาความท่ามกลางสายฝน คนเดียวปัญหาก็ไม่ค่อยจะหนักหนาเท่าใด มีลูกเล็กเด็กๆ ก็น่าปวดหัว ปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุมี 2 ประการ คือ ทัศนะวิสัยต่ำ เพราะสายฝน ทำให้กระจกส่องข้างกับบานกระจกหลังมีน้ำเกาะปัจจัยที่สองคือ การไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการขับ ซึ่งน้ำที่เกาะกระจกเราคงแก้ไขได้ลำบาก แต่การปรับเปลี่ยนวิธีการขับสามารถทำได้โดยไม่ยากลำบาก ยกตัวอย่างเช่น
เพิ่มระยะเว้นจากคันหน้าให้มากขึ้น การขับรถปกติแม้เราจะ เว้นระยะ 30 เมตรเป็น 50 เมตร แต่ก็ไม่อาจจะประกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะปลอดภัยดีที่สุดคือ เว้นระยะจากคันหน้า โดยเอาความเร็วเป็นเกณฑ์ โดยเว้นในอัตรา1:1 หรือมากกว่า เช่น ความเร็ว 60 กม./ชม ก็เว้นประมาณ 60 เมตรหรือ 80 เมตร
นอกจากนี้คนขับต้องมีความตื่นตัวเต็มที่ น้ำที่เกาะกระจกรอบรถ อาจจะทำให้สายตาของเราอยากหลบ ไม่อยากมองผ่านกระจกรอบข้างที่เปียกน้ำ ชอบมองไปข้างหน้า เพราะมีที่ปัดน้ำฝนช่วยไล่น้ำ ธรรมชาติของคนเวลามองอะไรเพ่งนานๆ ทำให้เกิดอาการเหม่อๆ และทำให้เกิดอาการไม่ตื่นตัวเต็มที่ วิธีการแก้ไข คือ ให้เปลี่ยนเป้ามองทุกๆ 1 วินาที (หนึ่งวินาที) ไม่เคยปฏิบัติก็อาจจะเคอะเขินบ้าง จริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรมาก เราขยับหน้าเพียงนิดเดียว
หลักการนี้มีประโยชน์มากๆ เพราะถ้าฝึกฝนและนำไปปฏิบัติทุกครั้งที่ขับรถ จะทำให้เรามีความสามารถมองเห็นรถคันหลังที่กำลังจะแซง
สถานการณ์ข้างหลัง อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ เพราะเราไม่เห็น
สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาตอนฝนตกอีกประการคือ น้ำที่กระเซ็นจากล้อรถคันอื่นๆ ซึ่ง น้ำจะกระเซ็น ออกมาในลักษณะละอองน้ำ ฟุ้งสูงๆ รอบๆ ตัวรถ
นอกจากนี้ยังมี ละอองน้ำของรถคันหน้า หมุนวนมาด้านหลัง ทำให้รถคันที่วิ่งตามมองเห็นไฟท้ายไม่ค่อยชัดอาจทำให้รถคันหลังกะระยะผิดพลาด แก้ไขโดยขับเร็วกว่าหรือช้ากว่ารถคันนั้น
สำหรับการควบคุมรถและรักษาทิศทาง บางครั้งเราอาจจะมองไม่เห็นเส้นแบ่งช่องทางรถอาจจะไม่อยู่กึ่งกลางเลน ทิศทางที่ปลอดภัยมากที่สุดคงจะเป็นทิศทางตรงไปข้างหน้า และต้องไม่พยายามเปลี่ยนช่องทางในระยะชั้นชิด
การขับปาดไปในช่องทางของผู้อื่นมีความหมายเท่ากับเราไปลดระยะเว้นของรถผู้อื่น โดยเฉพาะคันข้างหลัง ก่อนจะปรับเปลี่ยนช่องทางก็จำเป็นต้องแน่ใจว่ามีพื้นที่เพียงพอสำหรับเราและสำหรับเขา
สำคัญมากที่สุดเราจะต้องมีคำตอบให้ตัวเอง ต้องปลอดภัย เปลี่ยนเลนไปอยู่ข้างหน้าคันอื่นๆ ทั้งเขาและเราจะปลอดภัยหรือไม่ เราจะได้คำตอบเมื่อเรามองไปข้างหน้าของเลนที่เราจะเข้าไป เช่น ถ้าเราวิ่งความเร็วประมาณ 20-40 กม./ชม ก็ขอให้มองไปข้างหน้าประมาณ 200-400 เมตร เพื่อตรวจสอบว่าในเลนนั้นกระแสจราจรไหลลื่นต่อเนื่อง ทดลองดูนะครับฝนไม่ตกก็นำเอาไปปฏิบัติได้
ยุทธพงษ์ ภาษี



