
'แจกสูจิบัตรหมื่นเล่ม'พสกนิกรรับเสด็จ
อยุธยาจัดพื้นที่จอดรถประชาชนที่จะเฝ้ารับเสด็จ เผยมีการจัดทำสูจิบัตร 10,000 เล่ม ภาพปก "ในหลวง" ทรงถือเคียวแจก ขณะที่ชาวบ้านโผงเผงเร่งทำขนมฝอยทองถวาย ด้านองคมนตรีติดตามโครงการบ้านเนินธัมมังเมืองคอนที่ทรงส่งเสริมให้ปลูกข้าวกินเอง
24 พ.ค.2555นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเตรียมการด้านจราจร สำหรับประชาชนที่จะเดินทางจากจังหวัดต่างๆและประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่จะมาเฝ้ารับเสด็จ ขอให้นำยานพาหนะไปจอดที่บริเวณทุ่งภูเขาทองหรือทุ่งพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวร และบริเวณวัดตูมได้ ต.ลุมพลี อ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่ก่อนเวลา 12.00 น.ของวันที่ 25 พ.ค.
"ทั้งนี้ทางจังหวัดได้เตรียมอาหารและเครื่องดื่มไว้รองรับประชาชน หลังจากนั้นเวลา 13.00 น.จะใช้รถยนต์ ซึ่งทางสำนักงานขนส่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจัดรถรับส่งบริการจนถึงเวลา15.00 น. เมื่อมาถึงทางเข้าพระราชานุสาวรีย์ จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เครื่องตรวจความปลอดภัย เมื่อผ่านเจ้าหน้าที่จะแจกสูจิบัตรกำหนดการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯทุ่งมะขามหย่อง ซึ่งจะเป็นสูจิบัตรทรงคุณค่ามีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงถือเคียว ทรงเปิดประตูระบายน้ำ รูปพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย และรูปพื้นที่ทุ่งมะขามหย่อง จัดเตรียมไว 10,000 ฉบับ สูจิบัตรทุกฉบับจะมีการกำกับเลขเอาไว้ทุกฉบับ ส่วนสถานที่ต่างๆมีความพร้อมภายในบริเวณพื้นที่ประชาชนเข้ามานั่งรอรับเสด็จจะมีซุ้มน้ำดื่มของทางราชการ และภาคเอกชน ไว้บริการหลายจุด" นายวิทยา กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณวัดไชยวัฒนาราม ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา ทางสำนักงานศิลปากรที่ 3 และอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้นำคนงานทำความสะอาดและปรับภูมิทัศน์บริเวณ โดยรอบวัดไชยวัฒนารามให้สวยงามเพราะบริเวณอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพระตำหนักสิริยาลัย ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ได้ทำการทดสอบระบบไฟส่องสว่างตัวโบราณสถานเพื่อส่องในยามค่ำคืน โดยทางจังหวัดจัดกระทงสายจำนวน2,500 กระทง ลอยริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านหน้าพระตำหนักและวัดไชยวัฒนาราม
ส่วนที่บริเวณริมถนนสาย347 ปทุมธานี-บางปะหัน ด้านหน้าทุ่งมะขามหย่อง จุดบริเวณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดประตูระบายน้ำจากทุ่งมะขามหย่อง เมื่อปี 2538 เจ้าหน้าที่เร่งติดตั้งป้ายภาพขณะทรงเปิดประตูระบายน้ำ
ราชภัฎกรุงเก่าทำกระทงสายลอยหน้าพระตำหนักสิริยาลัย
บุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา ได้ช่วยกันทำกระทงสาย เพื่อใช้ลอยบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าพระตำหนักสิริยาลัย หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯออกจากพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัยแล้ว จะเสด็จฯต่อไปยังพระตำหนักสิริยาลัย ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อประทับและทอดพระเนตรวัดไชยวัฒนารามที่อยู่ฝั่งตรงข้าม โดยมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยาจะปล่อยกระทงสายลอยผ่านหน้าพระตำหนักเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นางสาวสุนทรี โพธิกุล ผู้อำนายการ กองกลาง สำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรอยุธยา เปิดเผยว่า ได้รับคำสั่งจากผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ทำกระทงสายเพื่อลอยในแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าพระตำหนักสิริยาลัย 3,000 พระทง โดยจะทำการปล่อยเหนือน้ำก่อนถึงพระตำหนัก โดยเรือของกรมเจ้าท่า จำนวน 7 ลำ และมีผู้ปล่อยกระทงเป็นชาย 20 คน โดยจะสามารถทำกระทงเสร็จในวันเดียวกันนี้ และไปทดลองลอยในช่วงบ่าย เพื่อหาระยะเวลาการไหลของกระแสน้ำ โดยกะลาที่ใช้เป็นกะลาที่มาจากภาคใต้
ชาวบ้านโผงเผงเร่งทำขนมฝอยทองถวาย
เมื่อเวลา 15.00 น. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังที่ทำการวิสาหกิจชุมชนผลิตอาหารไทย หมู่ที่ 8 ต. โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง หลังรับแจ้งจากนายอำนาจ คล้ายศิริ กำนันตำบลโผงเผงว่าชาวบ้านกำลังทำขนมไทยเพื่อจะไปถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะเสด็จฯมาที่ทุ่งมะขามหย่อง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่ามีชาวบ้านจำนวนหนึ่งกำลังนั่งสานตระกร้า และบางส่วนกำลังทำขนมฝอยทองกันอย่างขมักเขม่น
นางลัดดา สว่างแจ้ง อายุ 59 ปี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตอาหารไทย หมู่ที่ 8 กล่าวด้วยความปิติยินดีว่า หลังจากทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯมาเยี่ยมประชาชนอีกครั้งก็รู้สึกดีใจมาก เนื่องจากทุ่งมะขาวหย่องอยู่ไม่ไกลจากตำบลโผงเผง จึงชวนกลุ่มแม่บ้านว่าจะต้องไปรับเสด็จและจะทำขนมไทยโดยเฉพาะขนมฝอยทองไปถวาย เหตุที่ทำขนมฝอยทองก็เนื่องจากขนมฝอยทองเป็นขนมที่เป็นมงคลจะทำในงานที่เป็นมงคลและที่สำคัญขนมฝอยทองเป็นเส้นสีทองที่ยาว เปรียบเสมือนให้พระองค์มีพระพลานามัยที่แข็งแรงอยู่คู่กับพสกนิกรไปยาวนาน ส่วนตระกร้านั้นก็ทำแบบสดๆทุกอย่างของใหม่หมด
องคมนตรีติดตามโครงการบ้านเนินธัมมังเมืองคอนที่ทรงส่งเสริมให้ปลูกข้าวกินเอง
ที่ จ.นครศรีธรรมราชนายพลากร สุวรรณรัฐองคมนตรีและคณะได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านเนินธัมมังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.แม่เจ้าอยู่หัว อ.เชียรใหญ่ นครศรีธรรมราช ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้พระราชทานพระราชดำริให้ช่วยเหลือราษฏรให้สามารถประกอบอาชีพได้และได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างศาลาศิลปาชีพพร้อมทรงส่งเสริมงานด้านศิลปาชีพแก่ราษฏรในพื้นที่และหมู่บ้านใกล้เคียง
เนื่องจากในอดีตบ้านเนินธัมมังมีปัญหาน้ำท่วมขังในฤดูนาปีรวมทั้งสภาพดินเปรี้ยวและวัชพืชหนาแน่นจนได้มีการศึกษาการผลิตข้าวในปี 2540-2547โดยศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงและสถานีทดลองข้าวนครศรีธรรมราชทำให้สามารถปลูกข้าวได้ในเดือนมิถุนายนเก็บเกี่ยวเดือนกันยายนซึ่งพันธุ์ข้าวที่ปลูกได้ช่วงดังกล่าวคือพันธุ์สุพรรณบุรี1,2 ชัยนาท 1 ปทุมธานี 1 และพันธุ์พัทลุงและชาวบ้านยังได้รับความรู้เรื่องวิธีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองและสามารถมีข้าวไว้เพียงพอสำหรับการบริโภคด้วย
จากนั้นนายพลากรได้เยี่ยมชมกิจกรรมด้านศิลปาชีพ ซึ่งปัจจุบันบ้านเนินธัมมังเป็นที่ตั้งของศูนย์ศิลปาชีพในพระบรมราชินูปถัมป์และธนาคารข้าวรวมถึงเยี่ยมชมกิจการการดำเนินงานขยายผลการผลิตข้าวตามแนวพระราชดำริ
ต่อมานายพลากรได้กล่าวกับประชาชนที่มาต้อนรับว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถรับสั่งให้เดินทางมาติดตามโครงการบ้านเนินธัมมังให้มาดูว่าชาวบ้านในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นหรือไม่ยังทำอาชีพที่พระองค์ทรงส่งเสริมหรือไม่เนื่องจากพระองค์ไม่ได้เสด็จเยี่ยมชาวเนินธัมมังมาถึง 9 ปีแล้วครั้งสุดท้ายที่เสด็จก็คือปี 2546
“พื้นที่ตรงนี้ทรงเป็นความหวังของพระองค์ในการปลูกข้าวเพราะพระองค์ทรงมีพระราชดำริมาตลอดว่า คนไทยต้องกินข้าว ดังนั้นเราต้องปลูกข้าวกินเองอย่าไปปลูกสิ่งอื่นจนต้องซื้อข้าวจากต่างชาติมากินและตนมีข่าวดีที่จะบอกกับชาวเนินธัมมังว่า เร็วๆนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะสามารถเสด็จออกจากโรงพยาบาลและเสด็จฯกลับไปประทับที่วังได้ตามปกติแล้วเพราะสุขภาพของพระองค์ดีขึ้นมากทรงหายประชวรแล้ว และวันที่ 25 พ.ค.จะเสด็จฯออกจากรพ.เพื่อไปตรวจเยี่ยมทุ่งมะขามหย่องเพื่อช่วยเหลือราษฏรที่ประสบอุทกภัย ซึ่งนับว่าเป็นข่าวดีสำหรับคนไทย”นายพลากรกล่าวในที่สุด



