
แฉ!20รร.ดังพัวพันผลประโยชน์จ้างครูตปท.
คกก.เขตพื้นที่การศึกษา แฉ ปปง.ตรวจสอบการเงิน 20 รร.ดัง มีเบื้องหลังพัวพันผลประโยชน์เรื่องจ้างครูต่างประเทศ ด้าน 'สุชาติ' เดินหน้าขายไอเดียขยายรร.ดังต่อ
23 พ.ค.55 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยศรินทร์ ตลับนาค กรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 3 ได้เข้าพบเพื่อมอบดอกไม้ให้กำลังใจ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมยื่นหนังสือขอบคุณที่นายสุชาติได้ยึดมั่นความถูกต้อง ใช้หลักในการบริหารที่ยึดตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้การแก้ปัญหาของร.ร.บดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนีย์) เข้าสู่ขบวนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและถูกต้องตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ
นายยศรินทร์ ให้สัมภาษณ์ เพิ่มเติมภายหลังว่า วันที่ 26 พ.ค.นี้ ตนจะเดินทางไปพบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขอให้ ปปง.ตรวจสอบแกนนำของกลุ่มภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ (ภตช.) และเครือข่ายผู้ปกครอง ที่มายื่นเรื่องให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้อำนวยการโรงเรียน 20 ดัง
ทั้งนี้ เพราะได้ข้อมูลมาว่า สาเหตุที่แกนนำรายนี้เคลื่อนไหวให้ ปปง.ตรวจสอบร.ร.ดัง รวมถึงเคลื่อนไหวให้นร.ของ ร.ร.บดินทรฯออกมาประท้วงนั้น แท้จริงแล้วเพราะมีผลประโยชน์ทางธุรกิจแอบแฝง แกนนำรายนี้มีส่วนร่วมธุรกิจจัดหาครูชาวต่างชาติป้อนร.ร.ต่างๆ และได้เคยส่งจดหมายข่มขู่ให้ ร.ร.จ้างครูจากบริษัทของตัวเอง มิฉะนั้นจะฟ้องร้องร.ร.ในเรื่องแป๊ะเจี๊ย ซึ่งร.ร.ที่เคยได้รับจดหมายขู่นั้น หลาย ร.ร.ก็อยู่ในรายชื่อ 20 ร.ร.ดังที่ยื่นให้ ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพราะฉะนั้น จึงต้องการยื่นเรื่องให้ ปปง.ตรวจสอบพฤติกรรม เบื้องหลัง ของแกนนำรายดังกล่าวก่อน จะได้รู้ว่าที่ออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายอื่นๆ แอบแฝงหรือไม่
ด้าน รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการรับนร.เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน เพราะมาตรฐานของโรงเรียนแต่ละแห่งไม่เท่ากัน เด็กและผู้ปกครองก็ต้องเลือกโรงเรียนที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าจะแก้ปัญหา สพฐ.ต้องสร้างมาตรฐานในทุกโรงเรียนมีความทัดเทียมกัน นอกจากนี้ยังพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากจำนวนห้องเรียนชั้นม. 4 มีน้อยกว่า ม.3 เนื่องจากที่ผ่านมามีนักเรียนเลือกเรียนสายอาชีวะมาก จำนวนห้องเรียนจึงน้องกว่าชั้นม.3 แต่ปัจจุบันนี้เด็กเน้นเรียนสายสามัญมากขึ้นเพื่อที่จะไปต่อในระดับอุมดศึกษาทำไห้ห้องเรียนไม่มีความสมดุลกันกันความต้องการของนักเรียน ประกอบกับครูที่สอนสายวิทยาศาสตร์มาน้อยกว่าครูที่สอนวิชาภาษาไทยและสังคม ทำให้การขยายห้องเรียนเพิ่มก็เป็นปัญหาอีกเช่นกัน
“การแก้ปัญหาต้องทำให้ทุกโรงเรียนมีคุณภาพมีมาตรฐานเท่าเทียมกัน คือต้องทำให้เกิดขึ้นได้จริงจนสังคมยอมรับ และการรับนักเรียนแต่ละครั้ง ทุกโรงเรียนต้องมีความชัดเจนทั้งการกำหนดเกรดเฉลี่ยในการเลื่อนชั้นเรียน เพราะเด็กนักเรียนที่เข้ามาตั้งแต่ชั้น ม. 1 ก็มีทั้งเด็กที่เรียนเก่งและไม่เก่ง เด็กฝากก็มี เมือเด็กมีผลการเรียนในอันดับท้ายๆ โรงเรียนก็ต้องบอกเหตุผลที่ชักเจนว่าเหตุใดเด็กจึงถูกคัดออก อย่างที่โรงเรียนบดินทรฯ เมื่อเด็กนักเรียนอ้าวว่ามีคนได้เกรดต่ำกว่าได้เข้าไปเรียน โรงเรียนก็ต้องให้เหตุผลที่ชัดเจน และโปร่งใสกับนักเรียนด้วย และถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็ต้องก็ต้องพิจารณาเป็นรายๆไป และต้องแก้ปัญหาเป็นรายๆตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด แต่หากแก้ปัญหาด้วยดุลพินิจและไม่สามารถตอบคำถามเด็กได้ ปัญหานี้ก็จะไม่จบ ” รศ.ดร.สุขุม กล่าว
รศ.ดร.สุขุม กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา สพฐ.ยังไม่มีความโปร่งใสในการอธิบายหลักเกณฑ์ และต้องเอาจริงเอาจังกับการจะขยายโรงเรียนดังเพิ่ม ซึ่งต้องทำให้จริง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อให้เป็นโรงเรียนดังแล้วก็จบ หากเป็นเช่นนี้ปัญหาก็จะกลับมาอีก ส่วนกรณีที่ สพฐ.ให้มีเงื่อนไขพิเศษในการรับนักเรียนนั้น อาจเป็นการเปิดช่องให้มีการคอรัปชั่นได้จริง หากผู้ที่ใช้ช่องทางนี้เห็นแต่ประโยชน์ของตัวเอง แต่การมีเงื่อนไขพิเศษก็จะเป็นช่องหายใจให้เด็กนักเรียนที่สมควรได้เรียนต่อ เช่น พ่อแม่ขายอาหารอยู่ในโรงเรียน และนักเรียนมีผลการเรียนที่ดี ก็มีคุณสมบัติที่จะได้เรียนต่อในช่องเงื่อนไขพิเศษ
'สุชาติ'เดินหน้าขายไอเดีย ขยายรร.ดัง
วันเดียวกัน ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)เตรียมทบทวนนโยบายและแนวปฏิบัติการรับนักเรียน สังกัดสพฐ. ปีการศึกษา 2555 เพื่อใช้ในการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2556 ว่า ตนมอบกรอบแนวคิดให้สพฐ. พิจารณาเกณฑ์การรับนักเรียนใหม่ โดยยึดตามความต้องการของผู้ปกครอง ปัจจุบันผู้ปกครองและนักเรียนนิยมเรียนโรงเรียนดังจำนวนมาก ขณะที่โรงเรียนดังไม่สามารถรับเด็กเข้าเรียนได้ทุกคน
ดังนั้นแนวทางหนึ่งคือขยายโรงเรียนดังเหล่านี้เพิ่มขึ้นให้เพียงพอต่อความต้องการของนักเรียน ขณะเดียวกันนักเรียนจะต้องได้เรียนตามที่อยากเรียน รัฐบาลจะไม่ไปกำหนดว่านักเรียนจะต้องเรียนอะไร เช่น ไปกำหนดว่าจะต้องเรียนสายอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้น 40% เพื่อรองรับการพัฒนาของประเทศ แบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ต่อไปเด็กอยากเรียนอะไรต้องได้เรียน โดยรัฐบาลมีหน้าที่จัดงบประมาณสนับสนุน
“ถ้าเด็กอยากเรียนโรงเรียนดังและดี ก็ต้องขยายโรงเรียนเหล่านั้นเพิ่ม ให้เป็นโรงเรียนดีใกล้บ้าน โดยรัฐบาลจะเป็นฝ่ายจัดหาทรัพยากรต่างๆให้ ทั้งอาคารเรียนและอุปกรณ์การเรียน และมีผู้บริหารคนเดียวกันกับโรงเรียนแม่ ส่วนงบประมาณที่จะใช้ในการพัฒนาโรงเรียนดังเหล่านี้นั้น มีอยู่แล้วในงบอุดหนุนรายหัว ซึ่งถ้าโรงเรียนใดมีเด็กเรียนเยอะ ก็จะได้รับงบประมาณมาก ส่วนโรงเรียนไหนที่เด็กเรียนน้อยก็จะได้งบรายหัวน้อยตามไปด้วย”นายสุชาติกล่าว และว่า ตนจะมอบให้สพฐ.ไปสำรวจจำนวนความต้องการของเด็กในพื้นที่ว่าอยากเข้าเรียนโรงเรียนใด เพื่อขยายโรงเรียนดังให้ตรงตามความต้องการ
ด้าน รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) กล่าวว่า ตนเห็นด้วยที่จะขยายจำนวนโรงเรียนยอดนิยมเพิ่มมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเราพูดเรื่องมาตรฐานการเรียนการสอนที่ไม่เท่ากัน และพยายามจะปรับมาตรฐานของโรงเรียนให้เท่ากัน แต่การปฏิบัติจริงไม่ค่อยมี เพราะติดปัญหาแผนการดำเนินงานระยะยาว งบประมาณและการดำเนินการอย่างจริงจัง
ดังนั้นหากเริ่มทำอย่างจริงจังก็จะเห็นผลในทางที่ดีเร็วขึ้น ซึ่งโรงเรียนในกรุงเทพฯ สามารถทำได้ทันที เพราะมีโรงเรียนคู่พัฒนาอยู่แล้ว และควรที่จะกำหนดไปเลยว่าโรงเรียนที่จะเป็นโรงเรียนคู่พัฒนา ควรจะอยู่ใกล้กัน ใช้ทีมผู้บริหารเดียวกัน รวมถึงพัฒนาบุคลากรควบคู่กันไปด้วย ขณะเดียวกันจะต้องพัฒนาโรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียนเล็กไปด้วย ไม่ใช่ปล่อยทิ้ง ไม่สนใจ ส่วนต่างจังหวัดยิ่งไม่มีปัญหาเพราะมีโรงเรียนประจำจังหวัดอยู่แล้ว และที่ผ่านมามีโรงเรียนประจำอำเภอ หรือตำบล ก็ยังไม่ได้รับการพัฒนาที่ ควรจะอาศัยช่วงเวลานี้จัดสรรทรัพยากรต่างๆ ไปยังโรงเรียนประจำตำบลและอำเภอด้วย และที่สำคัญควรจะเพิ่มขวัญกำลังใจให้ครูที่สอนดีด้วยเพื่อให้ครูมีกำลังใจทุ่มเทการสอนมากขึ้น



