ไลฟ์สไตล์

นร.บดินทรฯแห้ว!หลัง'สุชาติ'สั่งหาที่เรียนใหม่

นร.บดินทรฯแห้ว!หลัง'สุชาติ'สั่งหาที่เรียนใหม่

22 พ.ค. 2555

นักเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ผิดหวัง หลัง'สุชาติ'แถลงไม่รับเข้าเรียนทั้งหมด สพฐ.เตรียมทบทวนนโยบายรับนักเรียนใหม่ ขณะที่ เลขาฯปปท.นัดหารือปปง.สอบรร.ดังเรียกแป๊ะเจี๊ยะ

                22 พ.ค.55 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ เด็กนักเรียน ม.3 และผู้ปกครองโรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี) เดินทางไปที่กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรอฟังคำตอบจาก นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ว่าเห็นด้วยกับแนวทางที่จะให้เด็ก ๆ ได้เรียนต่อโรงเรียนเดิมทั้งหมดหรือไม่

                ทั้งนี้ โดยระหว่างรอการมาของรัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ เจ้าหน้าที่เลี้ยงอาหารเช้าให้เด็กนักเรียน ทั้ง 4 คนที่อดข้าวประท้วง 3 วัน รายการอาหารมีทั้งอาหารเช้าแบบอเมริกัน ขนมเค้ก และข้าวต้ม

                เมื่อ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมาถึงจึงเริ่มชี้แจง โดยสรุปว่า จะให้ผู้ปกครองไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการเยียวยา ในเขตพื้นที่การศึกษาที่ถูกลิดรอนสิทธิ์ คาดว่าเด็กบางส่วนได้เข้าเรียนต่อโรงเรียนเดิม แต่คงไม่ใช่ทั้งหมด รวมถึงให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบความผิดนี้ ส่วนการแก้ปัญหาในระยะยาว จะให้ขยายพื้นที่โรงเรียนดังให้เหมาะสมกับจำนวนผู้ต้องการเรียนมากขึ้น

                สำหรับบรรยากาศในห้องประชุม ที่มีผู้ปกครองและนักเรียนบดินทรฯ เกิดความตึงเครียด ผู้ปกครองผิดหวัง ไม่พอใจการตัดสินปัญหาของกระทรวงศึกษาธิการ และเขียนเอกสารทิ้งไว้ว่า ถูกลิดรอนสิทธิ์เข้าเรียนโรงเรียนเดิม

                จากนั้น นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. แถลงข่าวต่อ โดยแจ้งว่าให้นักเรียนที่มาชุมนุมทั้งหมด แจ้งเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อจะหาโรงเรียนคุณภาพใกล้เคียงให้และอยู่ในพื้นที่ เพราะจะต้องรักษากฎเกณฑ์ของกระทรวง มิเช่นนั้น เขตพื้นที่การศึกษาอื่น จะหยิบยกเหตุการณ์ดังกล่าวมาเป็นข้อเรียกร้อง ถ้าพบว่า นักเรียนถูกลิดรอนสิทธิ์จริง ก็จะสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป แต่ถ้าไม่อยู่ในกรณีดังกล่าว จะต้องจัดหาที่เรียนให้ใหม่ และจะพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพใกล้เคียงกันต่อไป

 

สพฐ.เตรียมทบทวนนโยบายรับนักเรียนใหม่

     
              นายชินภัทร  ภูมิรัตน  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า สืบเนื่องจากจากกรณีของนักเรียนชั้นม.3 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)  ออกมาเรียกร้องว่าถูกตัดสิทธิ์การเข้าเรียนต่อม.4 โรงเรียนเดิม นั้น ที่ประชุมได้หยิบยกกรณีดังกล่าวขึ้นมาหารือเพื่อทบทวนนโยบายและแนวปฏิบัติการรับนักเรียน  โดยจะต้องมีการทบทวนประเด็นหลัก ๆ อาทิ กรณีการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ หรือ  เงื่อนไขข้อใดที่ก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ ก็อาจจะต้องปรับแก้ให้เกิดความเหมาะสม

              ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่า การกำหนดให้มีเงื่อนไขพิเศษในการรับนักเรียนไม่ได้เป็นอุปสรรค  แต่เพื่อให้การรับนักเรียนมีความยืดหยุ่น และสอดคล้องกับจุดเด่นของโรงเรียน เพราะโรงเรียนทุกโรงจะต้องมีเอกลักษณ์และความโดดเด่น ดังนั้นจึงต้องเปิดช่องตรงนี้ไว้ เพื่อให้โรงเรียนสามารถคัดเลือกนักเรียนที่มีความสามรถพิเศษเข้ามา แต่อาจจะมีปัญหาในทางปฏิบัติบ้าง ซึ่งเราต้องไปตรวจสอบ และทบทวนอีกครั้งว่าเงื่อนไขข้อใด ที่เป็นเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดปัญหา ก็จะต้องปรับแก้ให้เหมาะสม

              นายชินภัทร กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นจะทบทวนในเรื่องอื่น ๆ ที่หลายฝ่ายบอกว่าเป็นกฎเกณฑ์ที่เขียนตายตัวและ ตึงตัวเกินไป โดยจะมีการปลดล็อคให้ผ่อนคลายมากขึ้น อาทิ เรื่องการขอขยายห้องเรียน กฎเหล็กบอกว่า เมื่อโรงเรียนเสนอแผนการรับนักเรียนมากี่ห้องแล้ว ต้องเป็นไปตามนั้น ห้ามมาขอเพิ่มทีหลัง และหากเสนอแผนรับนักเรียนเกิน 15 ห้องก็ต้องมีเหตุผลรองรับ และดูว่าโรงเรียนมีความพร้อมหรือไม่ ซึ่งต่อไปสพฐ.อาจจะพิจารณาผ่อนคลายเรื่องการเพิ่มห้องเรียน ขยายห้องเรียน ให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ปกครองและนักเรียนมากขึ้น โดยจะมอบหมายให้คณะกรรมการเร่งยกร่างเพื่อให้เสนอให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)พิจารณา ภายในเดือนกันยายน 2555

              “ระเบียบและกฎเกณฑ์การรับนักเรียนที่กำหนดขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับแนวนโยบายในแต่ละห้วงเวลา ซึ่งเมื่อนโยบายเปลี่ยนกฎกติกาก็ต้องมีการปรับ เมื่อกติกาการรับนักเรียนในปีนี้เกิดปัญหากติกาการรับนักเรียนในปีหน้าก็คงต้องเปลี่ยน  และแนวนโยบายที่สพฐ.รับมาจากนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่บอกว่าการศึกษาควรจะให้อิสระกับผู้เรียน ใครอยากเรียนอะไรก็ให้เลือกเรียน  เหมือนการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ ที่สอดคล้องกับปริมาณและความต้องการ”นายชินภัทรกล่าว 

เลขาฯปปท.นัดหารือปปง.สอบรร.ดังเรียกแป๊ะเจี๊ยะ

               พ.ต.อ.ดุษฏี อารยวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท) เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาล โดยปปท. ได้เปิดสายด่วน 1206 รับร้องเรียนการทุจริตในภาครัฐ เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา ประชาชนได้แจ้งเบาะแสและขอให้ปปท.เข้าไปตรวจสอบเรื่องการเรียกแป๊ะเจี๊ยะหรือเงินกินเปล่า เพื่อแลกกับที่นั่งเรียนจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นจะโรงเรียนชื่อดัง พร้อมทั้งแจ้งถึงพฤติการณ์ในการเรียกรับ แป๊ะเจี๊ยะ และระบุชื่อโรงเรียน แต่ไม่มีพยานหรือผู้เสียหาย ดังนั้นในวันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคมนี้ ปปท.ได้หารือร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อร่วมกันตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง

               พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า ทางปปง.และปปท.จะประชุมกับภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น และเครือข่ายผู้ปกครอง เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม นอกจากนี้ตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบเก็บข้อมูลจากโรงเรียนด้วย เพื่อสืบสวนว่ามีระดับใดเกี่ยวข้องในการเรียกรับผลประโยชน์ ถ้าเป็นการเรียกรับก่อนเข้ารับการศึกษาถือว่าเข้าข่ายเป็นการเรียกรับผลประโยชน์ อย่างไรก็ตาม หากเรียกรับผ่านสมาคมผู้ปกครองนักเรียน ก็จะต้องตรวจสอบว่า เงินดังกล่าวผ่านไปที่บุคคลอื่นหรือผู้บริหารหรือไม่ ทั้งนี้ ยังต้องดูเจตนา และระเบียบการรับนักเรียนของโรงเรียนว่า รายที่บริจาคและได้เข้าเรียน เข้าตามระเบียบของโรงเรียนในหลักเกณฑ์ใดหรือไม่ โดยการพิจารณาจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย



"เลขาปปง."ตรวจสอบเส้นทางการเงินผอ.20ร.ร.ดัง

               พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยหลังจากกลุ่มภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ (ภตช.) และเครือข่ายผู้ปกครอง ยื่นร้องให้ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้อำนวยการโรงเรียน 20 ดัง ว่า ข้อมูลที่ร้องเรียนมา เป็นข้อมูลภาพรวมซึ่งมีการระบุรายชื่อ 20 โรงเรียนดัง และอ้างถึงว่ามีการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับที่นั่งเรียน แต่ในชั้นสอบสวนพบบางรายมีข้อมูลปรากฎแต่ที่ยังไม่เพียงพอ ที่จะทำการตรวจสอบเส้นทางการเงินหรืออายัดทรัพย์สินบุคคลใด ดังนั้นปปง.จะต้องเชิญผู้ปกครองนักเรียนและผู้ที่มีข้อ มูลนำเอกสารหรือหลักฐานพร้อมทั้งสอบสวนข้อมูลเพิ่มเติมว่า คดีมีมูลหรือหลักฐานไปถึงว่ามีการกระทำผิดเข้าข่ายตามกฎหมายฟอกเงิน และมีการเรียกรับหรือจ่ายกันที่ไหนอย่างไร มีผู้เสียหาย