ไลฟ์สไตล์

ศิลป์แห่งแผ่นดิน : นางโมนาลิซ่าที่ลับแล

ศิลป์แห่งแผ่นดิน : นางโมนาลิซ่าที่ลับแล

20 พ.ค. 2555

ศิลป์แห่งแผ่นดิน : นางโมนาลิซ่าที่ลับแล : โดย...ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

                      เมื่อต้นเดือนผมไปเยือนเมืองลับแล “ดินแดนแห่งการไม่พูดโกหก” อุตรดิตถ์ ก็ด้วยกิจที่ได้รับติดต่อทาบทามให้แต่งเพลงเกี่ยวกับ “ลับแล” สักสองเพลง

                      เห็นป้ายขนาดใหญ่ติดไว้กลางเมืองว่า ลับแลเป็นเมืองปลอดการโกหก ตามตำนานพื้นบ้านเล่าขานสืบต่อกันมาถึงหนุ่มต่างถิ่นที่เผลอพูดโกหกจึงต้องออกจากเมืองลับแลไป ภรรยามอบห่อผ้าให้ เดินทางมาได้ครึ่งทาง ชายหนุ่มอดใจไม่ไหวแกะห่อผ้าดูพบว่ามีแต่ “ขมิ้น” มากมาย จึงทิ้งไประหว่างทางเสียเกือบหมด ครั้นพ้นเขตเมืองลับแลมาถึงบ้าน ปรากฏว่าเศษหัวขมิ้นที่เหลืออยู่กลายเป็นทองคำ

                      เมืองลับแลปัจจุบันมิได้เป็นดินแดนเร้นลับดั่งตำนาน มิได้ไกลจนลับตาแล อยู่ห่างตัวเมืองอุตรดิตถ์แค่ 8 กิโลเมตรเท่านั้นเอง ออกจากตัวเมืองแวะไหว้พระธาตุทุ่งยั้งก่อน จากนั้นแวะไหว้พระแท่นศิลาอาสน์

                      พระธาตุทุ่งยั้ง (สันนิษฐานว่า) สร้างในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทย วัดทุ่งยั้งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อ พ.ศ.2478 มหาเจดีย์บรรจุพระสารีริกธาตุอยู่ด้านหลังพระวิหารหลวง เป็นเจดีย์ทรงลังกา สูง 20 วา ฐานกว้างด้านละ 10 วา 3 ศอก มีซุ้มจรนำ 4 ทิศ บรรจุพระพุทธรูป พระเจดีย์ได้รับการบูรณะหลายครั้ง แต่ละครั้งทำให้รูปลักษณะเปลี่ยนไป โดยเฉพาะเจดีย์บริวาร 4 องค์ ที่ฐานนั้นมีรูปทรงแบบพม่า เป็นไปได้ว่าช่างพม่าเป็นผู้สร้างขึ้นในการบูรณะครั้งใดครั้งหนึ่ง
 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือ “เที่ยวตามทางรถไฟ” ไว้ว่า แต่เดิมเจดีย์นี้เป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ แต่ได้หักพังลงมาเพราะเกิดแผ่นดินไหว เจดีย์นี้มีประวัติการบูรณปฏิสังขรณ์ใหญ่ 3 ครั้ง คือ เมื่อ พ.ศ.2283 (สมัยพระเจ้าบรมโกศ) พ.ศ.2442 (สมัยรัชกาลที่ 3) และ พ.ศ.2527 (รัชกาลปัจจุบัน)

                      ส่วนพระวิหารหลวงเป็นสถาปัตยกรรมแบบอยุธยา พระประธาน “หลวงพ่อโต” สูง 3 วา 10 นิ้ว หน้าตักกว้าง 2 วา 10 นิ้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) เคยเสด็จพระราชดำเนินมาทรงสักการะเมื่อ 24 ตุลาคม 2444

                      ข้อมูลทั้งหลายนี้ผมอ่านและจดเอามาจากแผ่นป้ายข้อมูลที่ติดตั้งแสดงอยู่ด้านหน้าพระวิหาร ความประสานักท่องเที่ยวทั่วไป โดยมีลูกชายคนโตช่วยเหลือพ่อถ่ายภาพแบบกดไม่ยั้ง ไม่ต้องกลัว “เมมโมรี่” เต็ม

                      จาก “วัดพระธาตุทุ่งยั้ง” ไปแค่กิโลเมตรเดียวก็ถึงวัดพระแท่นศิลาอาสน์ พระแท่นศิลาอาสน์ เป็นแท่นหินขนาดใหญ่ ผมพาเด็กๆ ชมไปพลางอธิบายประวัติความเป็นมาที่พอจับมากระเดียดว่าพล่ามไปแบบงูๆ ปลาๆ แต่เด็กสองพี่น้อง (9 ขวบ กับ 3 ขวบ) พากันไป “เขย่าเซียมซี” สองพี่น้องนี้หลังไหว้พระแล้วเป็นต้องเสี่ยงเซียมซีทุกครั้งทุกวัดที่แวะ

                      ผมเดินชมภาพฝาผนังที่ว่าเพิ่งวาดขึ้นใหม่หมาดๆ เป็นภาพเล่าเรื่องตำนานเมืองลับแลตั้งแต่ต้นจนจบ “..มีหญิงสาว 2 คน ชื่อสุมาลี และสุมาลา ทั้งสองศรีหน้าตาสะสวย สติปัญญาเฉลียวฉลาด มารยาทเรียบร้อย มีฝีมือในการเย็บปักถักร้อย และการทอผ้า.. ฯลฯ”

                      ผมเดินชม(และอ่าน) ไปทีละช่องตั้งแต่ต้นจนจบ รู้สึก “สะดุด” อยู่ภาพหนึ่ง เป็นภาพหญิงสาวที่ผู้วาดวาดเลียนแบบภาพ “โมนาลิซ่า” อาการ “สะดุด” ของผมผสมอาการ “สะอึก” ด้วยรู้สึกมึนศีรษะแบบไม่มีเหตุด้านกายภาพ ข้องจิตครุ่นคิดอย่างข้องใจ(เล็กๆ) ว่าทำไมหนอทำไมหญิงสาวในตำนานเมืองลับแลจะต้องมีหน้าตาและท่าทางแบบนางโมนาลิซ่าของดาวินซี ลับแลของเราไปเกี่ยวอะไร เป็นญาติฝ่ายไหนกับนางโมกันเล่า ผมเหลียวมองพระแท่นศิลาแวบหนึ่ง ถ่ายภาพนาง “โมนาริซ่าลับแล้ว” ก่อนออกจากวิหาร สู่เปลวแดด ร้อนระยับ ถึงตัวอำเภอลับแล ตระเวนชมบ้านเมืองแวะชมวัดหลายวัดเช่น วัดดอนสัก วัดหัวดง วัดผักรวก แวะ “ดม” ทุเรียนหลง(และ)หลิน ลับแล ทุเรียน(ผล)ขนาดเล็กที่ทำให้ใครๆ หลงใหล แม้คนที่ไม่ชอบกลิ่นทุเรียนก็ยังหลงรัก หลง-หลิน ลับแล เพราะเป็นทุเรียนกลิ่นละมุน (กลิ่นไม่แรง) ความหวานมัน เนียน เป็นแบบฉบับเฉพาะตัว..แต่ต้องพิถีพิถันเลือกซื้อหน่อยว่าสวนไหนดีเลิศสวนไหนดีรอง แทนที่จะ “หลงรัก” อาจจะ “หลงผิด” เอากับหลงลับแลได้ เพราะหลงและหลิน ลับแลนั้น พัฒนาพันธุ์มาจากทุเรียนพื้นเมือง แต่ผมขอรับรองด้วยเกียรติของลูกเสือสำรองชูสองนิ้ว พร้อมกล่าวคำปฏิญาณ “เสียชีพอย่าเสียสัตย์” ว่า “หลง-หลิน ลับแล” นั้นเขาดีจริง

                      “เมืองลับแล เขตปลอดการโกหก” นะเออ

-----------------------------

(ศิลป์แห่งแผ่นดิน : นางโมนาลิซ่าที่ลับแล : โดย...ศักดิ์สิริ มีสมสืบ)