
ยกระดับการแพทย์ฉุกเฉินรับมือภัยพิบัติ
สพฉ.เตรียมยกระดับการแพทย์ฉุกเฉิน รับมือภัยพิบัติ ดินถล่ม-เขื่อนแตก และก่อการร้าย ชี้มีคนรอดชีวิตกว่า 30% จากการให้การช่วยเหลือ ชูกู้ชีพตำบลเป็นโมเดลหลัก พัฒนาการแพทย์ฉุกเฉินเข้าถึงท้องถิ่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 55 ที่โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต มีการประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นในการจัดทำแผนหลักการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ฉบับที่ 2 ปี พ.ศ.2555-2559 โดยนพ.วิทยา ชาติบัญชาชัย คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินไทย กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นการวางแผนเพื่อเตรียมการยกระดับการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งในประเทศยุโรปได้พัฒนาก้าวไกลไปกว่าประเทศไทยแล้ว โดยได้มีการให้มีบริการหมายเลขฉุกเฉินเพียงเบอร์เดียว คือเบอร์ดังกล่าวสามารถแจ้งเหตุได้ทุกกรณี แต่ของไทยมีเบอร์ฉุกเฉินกว่า 40 เบอร์ ทำให้ยากต่อการจดจำ โดยสพฉ.จะพัฒนายกระดับให้เป็นเหมือนยุโรป สามารถแจ้งเหตุได้ทุกกรณี
นพ.วิทยา กล่าวต่อว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเหตุฉุกเฉินจะเกิดขึ้นอีกจำนวนมากจะไม่ได้มีเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วม แต่จะมีเหตุการณ์แผ่นดินไหว เขื่อนแตก การกัดเซาะชายฝั่งจนทำให้เกิดคลื่นขนาดยักษ์ เหตุการณ์ก่อการร้าย เป็นต้น ดังนั้นการเตรียมการการแพทย์ฉุกเฉินนับจากนี้ต้องประเมินและเตรียมรับมือต่อเหตุการณ์เหล่านี้ด้วย ซึ่งเราได้มีการเตรียมการในส่วนของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ฉุกเฉินไว้แล้วกว่า 1 หมื่นชุด มีการช่วยเหลือทั้งทางเฮลิคอปเตอร์กว่า 100 ลำ และมีรถกู้ชีพกว่าอีก 1 หมื่นคัน เพื่อเตรียมรับมือภัยพิบัติเหล่านี้ ซึ่งจากสถิตินี้ที่ผ่านมามีคนไทยจำนวนมากที่สามารถรอดชีวิตจากการช่วยเหลือเบื้องต้นจากทีมการแพทย์ฉุกเฉินของเราไปแล้วกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ
"อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว ก็ยังถือการช่วยชีวิตยังน้อยอยู่เพราะมีผู้ประสบเหตุฉุกเฉิน เพียง 0.1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ได้รับการนำส่งด้วยรถกู้ชีพที่ได้มาตรฐาน นอกจากนั้นก็ถูกส่งต่อโดยไม่มีประสิทธิภาพ หรือไปเองตามบุญตามกรรม ดังนั้นสิ่งที่เราจะทำต่อไปคือเราจะต้องขยายระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทุกจังหวัด ซึ่งในปัจจุบันภาคอีสานได้รับการบริการมากที่สุด ส่วนภาคที่ได้รับการบริการน้อยที่สุดคือภาคเหนือและภาคใต้ และภาคกลางบางจังหวัดมีผู้คนที่อยู่พื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ต้องเดินเท้ามาหาหมอหรือต้องเหมารถมาโรงพยาบาลเพื่อรับบริการทางการแพทย์ ซึ่งฝันของเราคือให้ทุกคนได้รับการบริการอย่างเท่าเทียม โดยไม่มีการเหลื่อมล้ำ ซึ่งเราจะผลักดันให้เกิดหน่วยกู้ชีพฉุกเฉินระดับตำบลให้ได้"



