
เดินสายพานทดสอบหัวใจ
หัวใจ คือ อวัยวะที่สำคัญอย่างมากสำหรับมนุษย์เรา การใส่ใจดูแลถึงความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับหัวใจของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญ การตรวจหัวใจ
วิธีการตรวจนั้นมีอยู่หลายอย่าง แต่ในวันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับหนึ่งเครื่องมือที่ถูกใช้บ่อยๆ ในการตรวจหัวใจ นั่นก็คือ การออกกำลังกายเพื่อทดสอบหัวใจ คือ เครื่องเดินสายพานและจักรยานชนิดอยู่กับที่ โดยในสองชนิดนี้อุปกรณ์ที่นิยมนำมาใช้มากที่สุดในทุกโรงพยาบาลก็คือ เครื่องเดินสายพาน (Treadmill)
การเดินสายพานทดสอบหัวใจมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อตรวจหาว่าผู้ที่ถูกทดสอบนั้นมีปัญหาหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่ และมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด รวมถึงเป็นการทดสอบสมรรถภาพของร่างกายว่าสามารถทำกิจกรรมได้ในระดับใดสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว และนอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในด้านกีฬา เพราะสามารถนำไปใช้ทดสอบสมรรถภาพของนักกีฬาได้อีกด้วย
กรณีที่แพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยอาจมีปัญหาหลอดเลือดหัวใจตีบก็มักจะส่งตรวจเพิ่มเติมขั้นต่อไป คือ การเดินสายพานทดสอบหัวใจ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้หัวใจต้องเต้นเร็วขึ้นและบีบตัวแรงขึ้น ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจต้องการเลือดไปหล่อเลี้ยงมากขึ้น ถ้าหากหลอดเลือดหัวใจเส้นใดมีการตีบอยู่ก็จะทำให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ นำไปสู่อาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือมีการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างคลื่นไฟฟ้าหัวใจให้เห็นได้
ความแตกต่างของการเดินสายพานทดสอบหัวใจกับการออกกำลังกายบนสายพานตามปกติ ได้แก่
1.การเดินสายพานทดสอบหัวใจจะมีการติดแผ่นรับสัญญาณคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่หน้าอก เพื่อส่งไปยังส่วนประมวลผลของเครื่องและส่งต่อไปจอแสดงผลเพื่อให้เห็นรูปร่างของคลื่นไฟฟ้าหัวใจอยู่ตลอดเวลา
2.เครื่องเดินสายพานที่ใช้ทดสอบหัวใจจะปรับเปลี่ยนความเร็วและความชันของสายพานตามโปรแกรมที่ถูกตั้งค่าไว้ โดยแพทย์จะเลือกให้เหมาะสมกับผู้ที่ถูก
3.จะมีการตรวจวัดอัตราเต้นของหัวใจตลอดเวลาและวัดระดับความดันโลหิตทุก 3 นาที
4.การเดินทดสอบมีเป้าหมายให้หัวใจเต้นเร็วกว่า 85% ของอัตราเต้นของหัวใจสูงสุดในช่วงอายุนั้น เช่น ผู้ถูกทดสอบมีอายุ 40 ปี จะต้องเดินให้หัวใจเต้นเร็วกว่า (220-40) x 85/100 = 153 ครั้งต่อนาที
5.ระยะเวลาที่ใช้เดินของแต่ละคนไม่เท่ากัน เป้าหมายของการเดินคือให้หัวใจเต้นเกิน 85% ของ MPHR ในคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายหรือมีปัญหาทางสุขภาพบางอย่างเดินได้ไม่นาน หัวใจก็มักจะเต้นเร็วมากจนถึงระดับที่ต้องการ ต่างจากคนที่มีสุขภาพดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอหรือมีอายุน้อยที่มักจะใช้เวลาเดินนานกว่าที่หัวใจจะเต้นถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉลี่ยมักจะใช้เวลาเดินประมาณ 6-9 นาที
ผู้ที่มีอาการน่าสงสัยว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบ คือ ผู้มีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก ซึ่งมักเป็นขณะออกแรงหรือมีความเครียด อาจมีอาการเจ็บร้าวไปที่คอ กราม หัวไหล่หรือแขนได้ รวมทั้งผู้ที่มีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ หรือผู้ที่มีความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบสูง ได้แก่
1.ผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 55 ปี
2.สูบบุหรี่
3.เป็นโรคเบาหวาน
4.มีความดันโลหิตสูง
5.มีไขมันในเลือดสูง
6.มีประวัติญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ หรือพี่น้องเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
7.มีปัญหาหลอดเลือดตำแหน่งอื่นๆ ของร่างกายตีบ เช่น หลอดเลือดสมองตีบ หลอดเลือดแดงที่ขาตีบ
การเตรียมตัวก่อนไปเดินสายพานทดสอบหัวใจ
1.ไม่ควรรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ หรือเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน (เช่น ชา กาแฟ) ก่อนเดินประมาณ 2 ชั่วโมง
2.ควรเตรียมชุดและรองเท้าที่เหมาะสมกับการออกกำลังกายไปด้วย
3.ถ้ามีปัญหาปวดขา ปวดเข่า ปวดหลัง เวียนศีรษะ หรือปัญหาอื่นๆ ที่คิดว่าไม่สามารถเดินได้ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน เพื่อพิจารณาเปลี่ยนเป็นการตรวจแบบอื่น
4.ผู้ป่วยที่มียาที่ต้องกินเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่าควรกินหรือไม่กินยาชนิดใดก่อนมาทดสอบ
5.ผู้ป่วยที่มีรูปร่างของคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติอยู่แล้ว อาจทำให้แปลผลการเดินทดสอบไม่ได้ ในกรณีนี้แพทย์จะแนะนำให้เปลี่ยนการตรวจเป็นชนิดอื่นแทน
นพ.ไพศาล นาคปฐมกุล
โรงพยาบาลพญาไท 3 โทร.1772



