ไลฟ์สไตล์

“ใหลตาย”

“ใหลตาย”

07 พ.ค. 2555

สาเหตุโรคใหลตาย เพราะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หลังซุ่มวิจัยนานกว่า 10 ปี ชี้การใช้พลังงานความร้อนเท่าคลื่นวิทยุจี้ทำลายจุดกำเนิดการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัว (VF) ในผู้ป่วยใหลตาย (Brugada syndrome) อาจเป็นทางเลือกใหม่ของการรักษาที่สามารถป้องกันการเสียชีวิตในผู

 ใหลตายเป็นโรคลึกลับที่คร่าชีวิตคนไทย ซึ่งทำให้ชายหนุ่มที่ดูปกติแข็งแรงดี กลายเป็นศพในตอนเช้าโดยไม่ทราบสาเหตุ โรคใหลตายพบมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในกลุ่มผู้ใช้แรงงานเพศชาย การเสียชีวิตในขณะนอนหลับ จาก “โรคใหลตาย” เกิดจากการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจที่เกิดขึ้นเอง (Spontaneous Ventricular Fibrillation, VF) และผู้ป่วยเกือบทั้งหมดไม่มีความผิดปกติทางกายภาพของหัวใจให้ตรวจพบ นอกเหนือจากการมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่มีลักษณะเฉพาะเช่นเดียวกับที่พบในคนไข้ที่เสียชีวิตกะทันหัน ในยุโรปที่เรียกว่า Brugada Syndrome
 สาเหตุของโรคใหลตาย VF เป็นผลพวงมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรม (เท่าที่พบราวร้อยละ 30 มีความผิดปกติใน gene ที่ควบคุมการทำงานของประจุไฟฟ้าโซเดียมในระดับเซลล์) ร่วมกับความผิดปกติของการนำไฟฟ้าในผนังหัวใจด้านขวาตอนบน โดยมีพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมเป็นเหตุเสริม
 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตกะทันหัน คือ เพศชายที่มีอาการใหลแต่รอดตาย การมีประวัติใหลตายในครอบครัว การสูญเสียโพแทสเซียม แมกนีเซียมจากร่างกาย รวมทั้งการมีไข้สูง การเกิดความเครียดจากการ อดนอนทำงานหนัก
 อาการของโรคใหลตาย มีได้ตั้งแต่ไม่มีอาการ เป็นลมหมดสติโดยหาสาเหตุไม่ได้ จนถึงปลุกไม่ตื่นและเสียชีวิตกะทันหัน การเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจนี้ ทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจนกะทันหัน เป็นผลให้กล้ามเนื้อตามตัว แขนขาเกิดอาการเกร็งและหายใจเสียงดังจากการมีเสมหะในหลอดลม บางรายจะมีอุจจาระ ปัสสาวะราดจากการสูญเสียการควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติ ผู้ป่วยจะมีใบหน้า ริมฝีปากเขียวคล้ำและเสียชีวิตในเวลารวดเร็ว หากไม่ได้รับการกู้ชีวิตที่มีประสิทธิภาพ ผลจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ผู้ป่วยโรคใหลที่รอดชีวิตร้อยละ 90 มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ และมีลักษณะเฉพาะคือ มีการยกตัวของคลื่น ST เหมือนกับที่พบใน Brugada syndrome การเสียชีวิติในลักษณะเช่นนี้ยังพบได้ในภาคเหลือ (เรียกว่าหลับรวด) ในประเทศฟิลิปปินส์ (เรียกว่า Bangungut) หรือในญี่ปุ่น ซึ่งเรียกว่าโรค Pokkuri ความหมายของคำเหล่านี้ล้วนบ่งถึงการเสียชีวิตในขณะนอนหลับทั้งสิ้น
 เมื่อพบคนเกิดโรคใหลตายจะทำอย่างไร และจะป้องกันอย่างไร ที่สำคัญที่สุด คือการนวดหัวใจอย่างต่อเนื่องทันที และใช้ไฟฟ้ากระแสตรง (DC cardioversion) กระตุกกล้ามเนื้อหัวใจให้กลับมาทำงานให้เป็นปกติโดยเร็วที่สุด ปัจจุบันการป้องกันการเสียชีวิตจากโรคใหลตายในผู้ที่รอดตาย ทำได้โดยการฝังเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ (ICD) ในกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีโอกาสเกิดใหลซ้ำสูงถึงร้อยละ 20 ต่อปี ส่วนการรับประทานยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้น อาจช่วยลดความเสี่ยงลง แต่ไม่สามารถป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% ในบางครั้ง VF อาจหยุดเองได้และผู้ป่วยก็จะรอดตายได้เช่นกัน แต่ก็อาจจะเกิดสมองพิการถาวรหากขาดออกซิเจนนาน นอกจากนี้ควรงดดื่มสุรา รับประทานอาหารที่มี potassium เช่น กล้วย ส้ม เป็นประจำ หากเกิดไข้ ท้องเดิน อาเจียนควรรีบรักษา
 คณะผู้วิจัยพบว่า ตำแหน่งของจุดกำเนิดการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัว (VF) ในผู้ป่วยใหลตาย (Brugada syndrome) อยู่ที่ตอนบนบริเวณผิวนอกของผนังหัวใจด้านขวาล่าง และการใช้พลังงานความร้อนเท่าคลื่นวิทยุจี้ทำลายจุดกำเนิดดังกล่าว อาจเป็นทางเลือกใหม่ของการรักษาที่สามารถป้องกันการเสียชีวิตจากการเกิด VF ซ้ำในผู้ป่วยกลุ่มนี้
 การศึกษาเพื่อหาทางรักษาและป้องกันการเสียชีวิตจากโรคอันตรายนี้ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยสถาบันวิจัยหัวใจเต้นผิดจังหวะ แปซิฟิก ริม โรงพยาบาลกรุงเทพ (Pacific Rim Electrophysiology Research Institute at Bangkok Hospital) ร่วมกับโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิดวงตะวัน และมูลนิธิเวชดุสิต ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
นพ.กัมปนาท วีรกุล
นพ.กุลวี เนตรมณี
โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร.1719