
ข้าวมอลต์วิตามินบีสูง(2)
ข้าวมอลต์วิตามินบีสูง (2) : เกษตรกรยุคใหม่ : โดย ... รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ
กระบวนการทำข้าวมอลต์จากข้าว จะต้องมีการแช่เมล็ดในน้ำเพื่อให้เกิดการงอก เมื่อมีการแช่น้ำนานๆ สิ่งที่ตามมาคือจุลินทรีย์ต่างๆ ก็สามารถเติบโตได้เช่นกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาตามมา นักวิจัยของมหาวิทยาลัยรังสิตคือ ดร.ยุพกนิษฐ์ พ่วงวีระกุล จึงได้พัฒนาวิธีการทำข้าวมอลต์จนได้ผล และสามารถขยายไปใช้ในการผลิตระดับอุตสาหกรรมได้
เดิมนั้นมหาวิทยาลัยรังสิตได้ทดลองผลิตข้าวมอลต์ในระดับห้องปฏิบัติการ โดยพยายามหาวิธีผลิตที่มีคุณภาพ เช่นให้อากาศสลับกับการแช่น้ำ หลังจากนั้นก็มีกระบวนการทำแห้งและอบ จนกระทั่งเกิดเป็นข้าวมอลต์ที่มีคุณภาพสูง จนในที่สุดก็สามารถสร้างเป็นโรงงานต้นแบบที่มีกำลังผลิตประมาณ 200 กิโลกรัมต่อวัน และได้ทดลองตลาดโดยกระจายไปยังกลุ่มลูกค้าที่รักสุขภาพ และได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดี
สวก.จึงได้ให้การสนับสนุนต่อยอด โดยให้มีการสร้างโรงงานต้นแบบที่มีกำลังผลิตสูงขึ้นเป็น 1 ตันต่อวัน เพราะว่าความต้องการของตลาดมีมากและกำลังการผลิตเดิมไม่เพียงพอ ในการขยายกำลังผลิตขึ้นมานั้นก็ต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม เพราะว่าสภาพการผลิตก็แตกต่างกันออกไป นอกจากเป้าหมายในการผลิตให้ได้มากขึ้นแล้ว ยังต้องคำนึงถึงคุณภาพด้วย เช่นอายุการเก็บรักษาต้องยาวนานขึ้น
รวมทั้งไม่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ และกระบวนการผลิตต้องผ่านมาตรฐาน GMP นอกจากนี้ยังต้องพยายามให้ต้นทุนต่ำ เพื่อใช้เป็นโรงงานต้นแบบสำหรับอุตสาหกรรมขนาดย่อม อย่างเช่นในระดับของวิสาหกิจชุมชนได้
ระบบดังกล่าวประกอบด้วยขั้นตอน การแช่ข้าวเปลือก เพาะให้งอก นึ่ง อบ และ การทำแห้ง ก่อนที่จะนำมากะเทาะเปลือกด้วยเครื่องสีข้าว ซึ่งในการกระบวนการทำข้าวมอลต์นี้นอกจากจะทำให้เกิดรสหวานจากการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลในเมล็ดข้าวแล้ว ยังเกิดการสร้างวิตามินบีขึ้นมามากด้วย
จากการที่เพาะข้าวทั้งเปลือกในลักษณะการทำข้าวมอลต์แบบนี้ วิตามินที่เกิดขึ้นในเมล็ดก็ยังคงอยู่ภายในเมล็ดไม่สูญหายไปไหน ไม่เหมือนการทำข้าวกล้องงอก ซึ่งมีการกะเทาะเมล็ดก่อนแล้วแช่น้ำให้งอก ตัววิตามินบีซึ่งละลายน้ำได้ดีจึงมีโอกาสละลายหายไปกับน้ำเป็นจำนวนมาก
ดังนั้น ข้าวมอลต์ที่ได้จากกระบวนการนี้ นอกจากจะมีรสชาติดี และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของข้าวมอลต์แล้ว ยังมีวิตามินบีสูงมาก กลายเป็นข้าวสุขภาพชั้นดีและเป็นที่ต้องการของตลาด ขณะนี้ก็ได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่วิสาหกิจชุมชน เพื่อผลิตออกจำหน่ายแล้ว
นอกจากการพัฒนาโรงงานต้นแบบและกระบวนการผลิตข้าวมอลต์แล้ว ระยะต่อไปหัวหน้าโครงการจะเดินหน้าต่อด้วยการพัฒนาสารสกัดจากข้าวมอลต์รวมทั้งหาทางทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากสารสกัดเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวมอลต์ขึ้นไปอีกหนึ่งระดับ
นั่นก็หมายความว่าต่อไปเราจะมีทางเลือกในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากข้าวได้มากขึ้น และหากเป็นเช่นนั้นจริงก็หมายความว่าเมืองไทยเรายังสามารถครองความเป็นหนึ่งด้านข้าวได้ต่อไปอีกนาน
จากเดิมที่เราเคยขายข้าวขาวหรือข้าวเปลือก ซึ่งได้ราคาต่ำและมีปัญหาเรื่องการตลาด ก็จะมีทางเลือกในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากข้าวในลักณะของอาหารสุขภาพ ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอย่างมากในปัจจุบันครับ!
----------
(หมายเหตุ : ข้าวมอลต์วิตามินบีสูง (2) : เกษตรกรยุคใหม่ : โดย ... รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ )
----------



