
หลังม่านกำแพงคุก-ที่นี่แดนประหาร
หนังสือที่เธอถือมา : หลังม่านกำแพงคุก-ที่นี่แดนประหาร : ไพวรินทร์ ขาวงาม
๑.“หากมีใครถามเขาในเวลานี้ว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปยังจุดเดิมได้ เขาจะทำอย่างไร...ประโยคสั้นๆ ที่เขาอยากตอบคือ...อย่าทำอะไรโง่ๆ ลงไป โดยเฉพาะคิดทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย...”
บางข้อความจาก “หลังม่านกำแพงคุก” โดย “ภุชงค์” หนุ่มเชียงราย ผู้ชีวิตกำลังดี แต่ผิดพลาด กู้ยืมเงินทำธุรกิจแล้วขาดทุน ชะตากรรมต้อนสู่มุมอับ ไปพัวพันการค้ายาเสพติด เพราะต้องการปลดหนี้ ถูกตำรวจล่อซื้อจับได้ในครั้งแรกที่เริ่มทำงาน ศาลตัดสินประหารชีวิต เขาถูกส่งไปยังเรือนจำกลางบางขวาง
“เขามักจะฝันร้าย เห็นภาพตัวเองในชุดนักโทษถูกมัดแขนตรึงแน่นอยู่บนหลักประหาร...มีเพชฌฆาตร่างยักษ์...รอวินาทีเหนี่ยวไกปืนปลิดชีพเขา...” ผมนอนเปลญวน อ่านเรื่องราวที่เป็นต้นทุนชีวิตจริงของผู้เขียน รู้สึกขนลุก สำหรับ “ภุชงค์”-เขามิใช่นักเขียน และการต้องโทษประหาร เขาคงไม่คิดหรอกว่าวันหนึ่งจะได้มาเขียนหนังสือเล่าเรื่องตัวเอง แต่เพราะ “โครงการเรื่องเล่าจากแดนประหาร” นั่นเอง ทำให้คนที่ไม่มีโอกาสจะเขียนได้เขียน เขาเล่าเรื่องได้อย่างน่าติดตาม ตัดต่อฉากเหมือนภาพยนตร์ เหมือนเรื่องสั้นสักเรื่อง หากแต่มันเป็นเรื่องจริงในชีวิตของเขา เขาเริ่มต้นด้วยคำประชดประชันทางสังคมที่ว่า “เรื่องกินเรื่องใหญ่ เรื่องตายเรื่องกลาง ติดตะรางเรื่องเล็ก” ตามด้วยฉากศาลพิพากษาคดี สลับไปสลับมาระหว่างเรื่องราวในครอบครัว ก่อนที่จะจบลงที่ “คำว่าติดตะรางเรื่องเล็กนั้น แท้จริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ...”
๒.ผมมีเพื่อนบวชเป็นพระอยู่ที่วัดบางขวาง แต่เมื่อเราพูดถึงคำว่า “บางขวาง” น้อยคนนักที่จะคิดถึง “วัดบางขวาง” เพราะเรามี “คุกบางขวาง” ที่ขึ้นชื่อลือชาให้คิดถึงมากกว่า ก่อนผมจะได้มีโอกาสใช้ความเป็นคนเขียนบทกวีเป็นใบผ่านแดนไปเยือนโลกในคุกนั้น พอเล่าให้เพื่อนบางคนฟัง เพื่อนฉงนว่าจะไปสอนให้เขาเขียนหนังสือทำไม ในเมื่อไม่นานเขาก็ต้องถูกประหารชีวิต ผมต้องเล่าเจตนาของโครงการให้เพื่อนฟัง งานนี้เขาต้องการให้ผู้ต้องขังได้คลี่คลายชีวิตที่เหลือด้วยงานศิลปะ และหากเขาสามารถเขียนอะไรไว้ได้ก่อนตาย ข้อเขียนนั้นก็จะกลายเป็นอุทาหรณ์ทางสังคม
เพื่อนเข้าใจ และผมเชื่อว่าคนจำนวนมากจะเข้าใจ ลองอ่านสิ่งที่พวกเขาเขียนไว้เถอะ
ชีวิตที่ต้องไร้อิสรภาพในกำแพงคุกนั้น มันย่อมไม่โสภาสถาพรอย่างแน่นอน แม้ว่าบางคนในนั้นจะไม่ได้ถูกล่ามโซ่ มีที่นอน มีข้าวกิน มีโทรทัศน์ดู มีหนังสืออ่าน มีสนามกีฬา มีโรงพยาบาลรักษา ฯลฯ
ตอนเข้าไปใหม่ๆ ในใจยังหวั่นกลัว ผมเห็นนกฝูงหนึ่งบินลงหากินเหยื่อบริเวณสนามหญ้ากว้าง ผมคุยเล่นกับ ศักดิ์สิริ มีสมสืบ ว่า “นกคงไม่รู้หรอก ว่าบริเวณนี้เป็นสถานกักขังคน”
สำนักพิมพ์สารคดี เป็นผู้จัดพิมพ์หนังสือ “อิสรภาพบนเส้นบรรทัด ๑๓ นักโทษประหาร” ได้อ่านคำนำของ ครูอรสม สุทธิสาคร และ ครูวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง ซึ่งเป็นครูประจำตั้งแต่เริ่มโครงการ
ครูอรสมบอกว่า ศิษย์ของเธอมักเรียกตัวเองว่า “ศิษย์หลังกำแพง” และเธอก็เป็นครูใจดีของศิษย์ทุกคน ไม่ว่าศิษย์คนนั้นจะมีโซ่ตรวน หรือผู้ต้องโทษที่มีคดีเป็นข่าวใหญ่ขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์มาก่อน ครูอรสม-สมเป็นครูผู้เปี่ยมด้วยความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดี ผมเห็นแววตาของนักโทษประหารทุกคนที่มาเป็นลูกศิษย์ ก็คือแววตาของคนธรรมดาสามัญนั่นเอง เขามองครูเปี่ยมด้วยความเคารพและศรัทธา
ส่วนครูวีระศักดิ์เล่าไว้ว่า เดิมทีเขาก็รู้สึกกลัว เพราะดูหนังเรื่องคุกเรื่องนักโทษมาบ้าง กลัวว่าอาจถูกผู้ต้องขังขี้เป็นตัวประกันเพื่อแหกคุก แต่เมื่อได้เข้าไปสัมผัสชีวิตจริงๆ ความกลัวก็หายไป
“มีทั้งอดีตชาวนา ชาวสวน ชาวเขาจากบนดอย มุสลิมจากจังหวัดชายแดนใต้ ตำรวจ ซึ่งดูจะเป็นกลุ่มใหญ่สุด ทหาร นายแพทย์ที่มีชื่อเสียง นักศึกษาแพทย์ นักข่าว มหาเปรียญ ๙ ประโยค ฯลฯ แต่เมื่อมาอยู่ในแดนประหารบางขวาง พวกเขาต่างมีฐานะเดียวกัน เป็น น.ช.”
๓. “ตั้งแต่ปี ๒๔๗๘-๒๕๕๒ มีนักโทษถูกประหารไปแล้ว ๓๒๑ ราย ไม่รู้ว่าในจำนวนนั้นจะมีผู้บริสุทธิ์สักกี่ราย” บางตอนจาก “ที่นี่แดนประหาร” โดย “คชสาร เมืองเพชร”
----------------------------
(หนังสือที่เธอถือมา : หลังม่านกำแพงคุก-ที่นี่แดนประหาร : ไพวรินทร์ ขาวงาม)



