ไลฟ์สไตล์

ไป'ปักกิ่ง'ปีมังกร

ไป'ปักกิ่ง'ปีมังกร

29 เม.ย. 2555

คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : ไป'ปักกิ่ง'ปีมังกร โดย...กาญจนา หงษ์ทอง

              เหตุผลของคนไป "ปักกิ่ง" อาจจะแตกต่างกันไปตามรสนิยมของคนเที่ยว

              ผู้ที่มีความซุกซนบนปลายลิ้น แน่นอนว่าต้องอยากไปชิมเป็ดปักกิ่ง พวกที่ชอบอัพเดทสถาปัตยกรรมและความทันสมัยของเมือง คงอยากเห็นสนามกีฬารังนก นักล่าสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ไม่มีทางยอมพลาดโปรแกรมปีนกำแพงเมืองจีน ส่วนคนนิยมตามรอยประวัติศาสตร์ พวกเขาจะทุ่มเวลาส่วนใหญ่ในพระราชวังต้องห้าม

              ส่วนคนจำพวกโปรดปรานการนั่งดูอิริยาบถของผู้คนชาวเมืองอย่างฉัน ไม่ว่าจะเร่ไปมุมไหนของปักกิ่งก็มีคนให้นั่งดูอย่างไม่เหงา เพราะตัวเลขประชากรเฉพาะเมืองปักกิ่งในต้นปีมังกรก็ปาไปเกือบ 20 ล้านคนแล้ว อย่าเรียกว่า ”เยอะ” เลย ใช้คำว่า ”ล้น” จะเหมาะกว่า

              เที่ยวนี้ศรีลังกัน แอร์ไลน์ (0-22368450-7) พาบินตรงจากกรุงเทพฯ แบบม้วนเดียวจบไปส่งถึงปักกิ่งเลย แต่ก่อนคิดว่าเขามีบินตรงไปแค่โคลัมโบเท่านั้น เพิ่งรู้เหมือนกันว่ามีเที่ยวบินบินตรงไปปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ด้วย

              และเมื่อเป้าหมายของฉันคือไปนั่งดูผู้คนชาวปักกิ่ง หมุดหมายเรื่องพักควรจะอยู่ในย่านที่มีผู้คนตลอดทั้งเช้าสายบ่ายเย็น แน่นอนว่าไม่มีมุมไหนเหมาะเท่า จัตุรัสเทียนอันเหมิน อีกแล้ว ฉันให้เว็บไซต์อโกดา (www.agoda.co.th) ช่วยสแกนหาที่พักรอบๆ จัตุรัสเทียนอันเหมิน ประเดี๋ยวเดียวก็คัดตัวที่พักที่ชอบและใช่ได้สำเร็จ

              สมอยาก ไม่ว่าจะสอดส่องสายตาไปหามุมไหนของเทียนอันเหมินก็เจอแต่คน ลูกหลานท่านประธานเหมากระจายตัวอยู่ทั่วไปหมด

              จัตุรัสเทียนอันเหมินที่ว่าใหญ่ที่สุดในโลก จุคนได้เป็นล้าน ถึงแม้เป็นวันที่ไร้ม็อบหรือกลุ่มผู้ประท้วงก็ยังรู้สึกว่าเป็นจัตุรัสที่ผู้คนเยอะอยู่ดี

              พาตัวเองไปสบตารูปท่านประธานเหมาเป็นการรายงานตัวหนึ่งที จากนั้นดิ่งไปนั่งเล่นอยู่ใจกลางจัตุรัสใหญ่ ปล่อยให้ความรู้สึกหลายประการประเดประดังอยู่ในหัว

              สำหรับชาวจีน จัตุรัสเทียนอันเหมินยิ่งใหญ่จนแทบจะเป็นสัญลักษณ์ของประเทศจีน  วัฒนธรรม การเมือง และประวัติศาสตร์หลายด้านของแผ่นดินมังกรล้วนแต่เกิดขึ้นบนลานกว้างแห่งนี้ 

              สำหรับนักต่อสู้ทางการเมือง แน่นอนว่าพวกเขาคงไม่ลืมเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1989 ที่มีทหารนำรถถังที่ออกมาปราบนักศึกษาที่เรียกร้องประชาธิปไตย จนทำให้เกิดการนองเลือดครั้งใหญ่ ที่ประวัติศาสตร์จีนต้องบันทึกเอาไว้

              ฉันไม่อาจคาดเดาได้ว่า คนจีนในปี 2012 ที่นั่งเล่นเดินเล่นหัวเราะอย่างเริงร่ากันเกลื่อนจัตุรัส พวกเขาจะรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่สำหรับฉันภาพนั้นกลับไม่เคยพร่าเลือนไปจากความทรงจำ

              ก่อนจะพาตัวเองจมดิ่งไปกับภาพเก่าๆ ฉันพาตัวเองไปยืนอยู่ใต้ธงแดงดาว 5 ดวงผืนใหญ่ที่โบกสะบัดอยู่เหนือเสาธงกลางจัตุรัส เพิ่งเห็นอีกอารมณ์หนึ่งของเทียนอันเหมินเข้าโดยบังเอิญว่า จัตุรัสนี้บางทีก็เหมือนห้องรับแขกของมหานครปักกิ่ง ที่ไม่ว่าใครจะมีเวลาให้กับปักกิ่งกี่วัน ก็ต้องมานั่งเล่นที่ห้องรับแขกแห่งนี้

              อาจจะไม่ใช่ห้องรับแขกที่หรูหรานัก แต่รอบห้องก็ประดับประดาไว้ด้วยผู้คนและสถาปัตยกรรมในแบบฉบับของจีน ใครใคร่แวะไปสืบสาวราวเรื่องในอดีตของแผ่นดินมังกร ก็มีพิพิธภัณฑ์การปฏิวัติแห่งชาติและพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เอาไว้ให้ตามรอยอดีต ยังมีอนุสาวรีย์วีรชนที่อยู่ใจกลางจัตุรัส ศาลาประชาคม ไปจนถึงหอรำลึกท่านประธานเหมา

              ทั้งหมดนี้จึงบอกได้ว่า ยังไม่ต้องขยับตัวไปไหนไกล แค่ป้วนเปี้ยนอยู่แถวจัตุรัสเทียนอันเหมินก็ขลุกอยู่ได้เป็นวัน และแค่นั่งดูคนจีนที่หอบลูกจูงเมียมาเอกเขนกกันบนลานกว้างแห่งนี้ก็เพลินแล้ว 

              ปักกิ่ง ในปีมังกรกำลังก้าวสู่การเป็นมหานครแห่งศตวรรษที่ 21 เร่งรัดพัฒนารุดหน้าไกลขนาดมีสนามกีฬารังนกที่สุดแสนไฮเทค มีรถไฟความเร็วสูง มีโรงละครแห่งชาติหลังใหม่ที่สุดแสนคลาสสิก มีมุมอาร์ทๆ อย่างย่าน 798 ที่พยายามเนรมิตให้เป็นที่ทางของคนรักศิลปะ

              แต่ฉันพบว่าเสียงตะโกนช้งเช้งยังคงลอยล่องอยู่ในอากาศ เสียงขากถุยอันแสนคุ้นเคยที่เคยหายไปช่วงแข่งขันกีฬาโอลิมปิค ก็ไม่ได้หนีหายไปไหน 

              ว่ากันตามจริง ฉันชอบปักกิ่งเวอร์ชั่นนี้มากกว่า เพราะนี้คือตัวตนของปักกิ่ง ที่ไม่ว่าจะจับปักกิ่งไปฉีดโบท็อกซ์ ทำศัลยกรรม หรือขัดสีฉวีวรรณแค่ไหน ปักกิ่งก็ยังเป็นปักกิ่งอยู่วันยันค่ำ 

              หลายคนที่เคยแวะเวียนมาปักกิ่งเคยบอกฉันว่า ปักกิ่งเป็นเมืองใหญ่ที่แสนกระด้างและแออัดไปด้วยผู้คนชวนเวียนหัว ไม่ว่าจะเป็นที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน พระราชวังต้องห้าม หรือแม้แต่ถนนสายช็อปปิ้งอย่างหวังฝูจิ่ง 

              แต่แปลกดี ที่ฉันบอกลาปักกิ่งมาแบบที่ไม่รู้สึกเยี่ยงนั้น และแปลกยิ่งกว่า ที่ความรู้สึกอยากกลับไปปักกิ่งอีกรอบ ยังคงเกิดขึ้นเสมอ เป็นแบบนั้นจริงๆ
 
........................
(คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : ไป'ปักกิ่ง'ปีมังกร โดย...กาญจนา หงษ์ทอง)