
สืบสานความเป็น'ไทย'บนผืนผ้า
ศิลปวัฒนธรรม : สืบสานความเป็น 'ไทย' บนผืนผ้า
จากการทรงงานเพื่อให้พสกนิกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล็งเห็นคุณค่าของความงดงาม เอกลักษณ์และภูมิปัญญาที่สะท้อนบนผืนผ้าผ่านฝีมือของชาวบ้านพื้นถิ่นต่างๆ นับจากปี 2513 จวบจนปัจจุบันที่ทรงสนับสนุนงานทอผ้าให้เป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ พร้อมๆ กับการอนุรักษ์ไว้สู่ลูกหลาน จึงมีพระราชดำริจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับผ้าทั้งในราชสำนักและท้องถิ่น จึงเป็นที่มาของ "พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ" ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณารับเป็นประธานที่ปรึกษา
เพียงย่างเท้าเข้าสู่หอรัษฎากรพิพัฒน์ ซึ่งในอดีต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างอาคาร 12 ชั้น เป็นแถวยาวเพื่อเป็นที่ทำการกรมพระคลังมหาสมบัติ มีหน้าที่บริหารงานด้านการจัดเก็บภาษีอากร นับเนื่องจากนั้นก็ยังเป็นที่ทำการของหน่วยงานต่างๆ จนถึงวันนี้ถูกปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เพื่อให้ลูกหลานได้รู้จัก และสืบสานความเป็นไทยบนผืนผ้า ซึ่งพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ นี้ "ไหม" ปิยวรา ทีขะระ หัวหน้าคณะทำงานพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เล่าให้ฟังว่า เป็นศูนย์กลางการเก็บรักษาและจัดแสดงผ้าประเภทต่างๆ อันเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ โดยจะมีการหมุนเวียนกันไป ซึ่งเนื้อหาหลักแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
เริ่มจากห้องแรก "ราชพัสตราจากผ้าไทย" จัดแสดงฉลองพระองค์ชุดสากลในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักออกแบบไทยและต่างชาตินำผ้าไหมไทยมาใช้ในการตัดเย็บ ทำให้ผ้าไทยเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ถือเป็นพระราชกุศโลบายในการเผยแพร่และส่งเสริมผ้าไทย รวมทั้งศิลปวัฒนธรรมด้านการแต่งกายของสตรีไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล โดยฉลองพระองค์ที่นำมาจัดแสดงนี้ได้รับพระราชานุญาตนำมาจัดแสดงอย่างหลากหลาย รวมทั้งมีฉลองพระองค์ผ้าไหมมัดหมี่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในขณะเสด็จฯ แทนพระองค์ไปเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งเป็นผ้าไหมมัดหมี่ประดับปีกแมลงทับ หรือฉลองพระองค์ที่ทรงขณะเสด็จฯ แทนพระองค์ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ตัดจากผ้ามัดหมี่และผ้าไหมลายเกร็ดเต่า ออกแบบโดยดีไซเนอร์แบรนด์จีวองชี่
ห้องต่อมาเป็นนิทรรศการถึ่งถาวร "ไทยพระราชนิยม" โดยมีพระราชดำริที่จะทรงฉลองพระองค์ชุดประจำชาติอันแสดงถึงเอกลักษณ์ไทย ระหว่างโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศในทวีปอเมริกาและทวีปยุโรป เมื่อ พ.ศ. 2503 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยกันศึกษาธรรมเนียมการแต่งกายของสตรีไทยในราชสำนักและออกแบบฉลองพระองค์ สุดท้ายมีพระราชวินิจฉัยสรุปออกมา 8 แบบ รู้จักกันในชื่อชุดไทยพระราชนิยมในปัจจุบัน พร้อมพระราชทานพระราชานุญาตให้นำฉลองพระองค์ไทยพระราชนิยมมาจัดแสดงในห้องนี้ อย่างฉลองพระองค์แบบผสมผสาน ที่ตัดเย็บจากผ้ายกทองลายดอกดาวกระจาย บริเวณสไบปักด้วยลูกปัดสีทอง เลื่อมและคริสตัล เช่นเดียวกับแถบผ้าสองชิ้นด้านหน้าของพระสนับเพลา(แบบโจงกระเบน) คล้ายคลึงกับการแต่งกายในพระราชพิธีโสกันต์ (โกนจุก) ซึ่งถูกยกเลิกไปในช่วงปลายรัชกาลที่ 7 พร้อมกันนี้ยังมีฉลองชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบจัดแสดงด้วย
ห้องจัดแสดงที่ 3-4 จะเป็นนิทรรศการหมุนเวียน ขณะนี้จัดแสดงในเรื่อง "พระหัตถ์ที่ทรงงานเพื่อแผ่นดิน" เป็นการบอกเล่าเรื่องราวต้นกำเนิดแห่งศิลปาชีพ ที่ ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ และ ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ หลวงเทพนิมิต รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่ปี 2513 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรที่ประสบอุทกภัยที่ อ.นาหว้า จ.นครพนม จึงมีพระราชดำริให้สร้างอาชีพแก่ราษฎร จนกลายมาเป็นศิลปาชีพฯ จนถึงทุกวันนี้
ในวันที่ 26 เมษายนนี้ เวลา 17.30 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทรงเปิดพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ อย่างเป็นทางการ และจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ในวันที่ 9 พฤษภาคม ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. ไม่เว้นวันหยุด อัตราค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 150 บาท ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป 80 บาท นักเรียน นักศึกษา 50 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เข้าชมฟรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2225-9420 และ 0-2225-9430



