ไลฟ์สไตล์

ความคลุมเครือในการใช้กฎหมายลิขสิทธิ์

ความคลุมเครือในการใช้กฎหมายลิขสิทธิ์

22 เม.ย. 2555

กรณีที่นักศึกษาระดับปริญญาโท ชาวไทย เล่าเรียนในมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย

             กรณีที่นักศึกษาระดับปริญญาโท ชาวไทย ที่ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย (ยูเอสซี) และเห็นช่องทางการสร้างรายได้จากการขายตำราเรียน 8 เล่ม ที่นักศึกษาคนนี้ให้ญาติที่อยู่ในเมืองไทยซื้อและส่งไปให้ระหว่างการศึกษาในสหรัฐอเมริกา ผ่านทางเว็บไซต์ "อีเบย์" แต่กลับถูกสำนักพิมพ์จอห์น ไวลีย์แอนด์ซัน ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 6 แสนดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 18 ล้านบาท โดยอ้างว่า นักศึกษาไทยรายนี้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์

             พูดง่ายๆ ก็คือ สำนักพิมพ์สหรัฐถือว่าตนเองเสียโอกาสทางธุรกิจ เนื่องจากนักศึกษาไทยนำสินค้าที่สำนักพิมพ์ผลิตขึ้นและส่งไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ กลับเข้ามาจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาโดยไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่าย หรือได้รับอนุญาตจากทางสำนักพิมพ์มาก่อน

             กรณีดังกล่าวสามารถอธิบายได้ตามหลักการตลาดที่เรียกว่า "เกรย์ มาร์เก็ต" หรือ "ตลาดคู่ขนาน" ที่สามารถให้คำนิยามได้ว่าเป็นการดำเนินธุรกิจโดยผู้ประกอบการอิสระ ที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการ แต่เป็นการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายในตลาดนั้นๆ

             เมื่อมีอุปสงค์ (ดีมานด์) ก็ต้องมีอุปทาน (ซัพพลาย) ตามหลักเศรษฐศาสตร์นั่นเอง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาในเวลานี้คือ ความไม่ชัดเจน และไม่เท่าทันของผู้บังคับใช้กฎหมาย ในยุคอินเทอร์เน็ต 3.0 ที่การสื่อสารบนโลกไซเบอร์ได้ทำลายกำแพงพรมแดนของแทบทุกประเทศทั่วโลก หลอมรวมให้เป็นดินแดนที่กว้างใหญ่เพียงหนึ่งเดียว

             สำนักพิมพ์จอห์น ไวลีย์แอนด์ซัน ชนะคดีในศาลสูงมาแล้วรอบหนึ่ง แต่เมื่อนักศึกษาไทยคนนี้ยื่นอุทธรณ์ ศาลสูงก็พิจารณารับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมานี้เอง

             สิ่งที่น่าสงสัยก็คือ คำพิพากษาของศาลระบุว่า กฎหมายลิขสิทธิ์ของสหรัฐอเมริกาจะไม่ครอบคลุมในกรณีที่สินค้าดังกล่าวผลิตในสหรัฐอเมริกา ถูกส่งออกไปขายในต่างประเทศ แล้วนำเข้ากลับมาขายอีกครั้ง แต่ในกรณีของนายสุภาพ ถือว่าเข้าข่ายละเมิดตามกฎหมายดังกล่าว เพราะเป็นสินค้าที่ผลิตในต่างประเทศ เพื่อจำหน่ายในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะ แต่ในคดีอื่นที่มีการตัดสินไปก่อนหน้านี้ ผู้พิพากษาศาลสูงกลับไม่สามารถชี้ขาดความผิดหรือตัดสินให้จำเลยเป็นฝ่ายผิดได้อย่างชัดเจน

             โดยในปี 2553 บริษัทโอเมก้าผู้ผลิตนาฬิกาแห่งสวิตเซอร์แลนด์ ได้ยื่นฟ้องบริษัท คอสต์โค (Costco) ห้างจำหน่ายสินค้าลดราคาฐานนำเข้าสินค้านาฬิกาโอเมก้าจากต่างประเทศมาจำหน่ายในสหรัฐโดยไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ในครั้งนั้นลูกขุนศาลสูงลงมติด้วยเสียงเท่ากัน 4 ต่อ 4 ขณะที่คดีของนักศึกษาไทยศาลสูงกลับลงมติฟันธงชัดเจนว่าจำเลยเป็นผู้ละเมิดสิทธิและต้องชดเชยค่าเสียหายแก่โจทก์

             ที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือ ห้างค้าปลีกสินค้าลดราคา เช่น คอสต์โค ทาร์เก็ต และเว็บไซต์อีเบย์ ได้สร้างตลาดเกรย์ มาร์เก็ตขนาดใหญ่ขึ้นมาในสหรัฐอเมริกาเอง โดยการกว้านซื้อสินค้าจากต่างประเทศมาจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา โดยไม่สนใจธุรกิจของตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการในสหรัฐว่าจะได้รับการกระทบกระเทือนหรือไม่ อย่างไร มีการประเมินมูลค่าสินค้าในตลาดเกรย์ที่ผู้ค้ารายใหญ่เหล่านี้สร้างขึ้นอยู่ที่ระดับ 6.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.89 ล้านล้านบาท!! กันเลยทีเดียว

             ข้อแตกต่างระหว่างคดีของนักศึกษาไทยกับสำนักพิมพ์จอห์น ไวลีย์ แอนด์ ซัน กับคดีระหว่างโอเมก้า กับ คอสต์โค อาจจะอยู่ที่ว่าหนุ่มไทยเป็นเพียงนักศึกษาต่างชาติที่เห็นช่องทางการค้าขายเล็กๆ ในเว็บไซต์อีเบย์ กับห้างสินค้าลดราคาสัญชาติอเมริกันที่มีธุรกิจขนาดใหญ่ระดับโลกที่มีสาขาในสหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ เกาหลีใต้ และเปอโตริโก รวม 598 สาขา และมีรายได้สุทธิ 1,462 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2554

             รวมทั้งความคลุมเครือของ "พรมแดน" บนโลกไซเบอร์กับ "พรมแดน" ในโลกจริงที่นับวันจะมีแต่ความไม่ชัดเจนมากขึ้นไปทุกที...