ไลฟ์สไตล์

ยิ่งสูง ยิ่งหนาว

ยิ่งสูง ยิ่งหนาว

22 เม.ย. 2555

คอลัมน์อินโนเทค : ยิ่งสูง ยิ่งหนาว โดย...คนชอบเล่า

             ช่วงส่งท้ายเทศกาลดับร้อนมหาสงกรานต์ของไทยในปีนี้ มีข่าวชิ้นหนึ่งที่เรียกได้ว่า "สะเทือน" ประเทศฟินแลนด์ ดินแดนแห่งหิมะ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของซานตาคลอส เมื่อบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินระดับโลกอย่าง "มูดี้ส์" ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้ระยะยาวของบริษัท โนเกีย ลงไป 1 อันดับ ฉุดให้ราคาหุ้นของผู้ผลิตมือถืออันดับ 1 ของโลก "ร่วง" ไปแตะอันดับต่ำสุดในรอบ 15 ปี

             ขณะที่ โนเกีย ก็ออกมาประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ว่า ไตรมาส 1 และ 2 ของปีนี้ คงต้องประกาศตัวเลขผลประกอบการที่ขาดทุน โดยไตรมาสแรกนั้น กระแสเงินสดของบริษัทติดลบไปแล้ว 700 ล้านยูโร

             ไม่ถือว่าเกินเลยนักที่จะใช้คำว่า "สะเทือน" เพราะแม้ โนเกีย จะปฏิวัติตัวเองครั้งใหญ่ในรอบกว่า 100 ปีแห่งการทำธุรกิจที่เริ่มต้นจากอุตสาหกรรมกระดาษ มาสู่โลกแห่งการสื่อสารไร้สาย ด้วยการโดดลงมาผลิตโทรศัพท์มือถือ ตั้งแต่ปี 2522 แต่ก็สามารถสร้างการยอมรับในตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว และหากนับมาถึงวันนี้ก็ทำยอดขายรวมๆ ไปแล้วเกิน 1,000 ล้านเครื่อง เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในประเทศที่มีอยู่ราว 5.3 ล้านคน (น้อยกว่ากรุงเทพฯ เกือบครึ่ง)

             ในยุคแห่งความรุ่งเรืองก่อนหน้านี้ 2-3 ปี มูลค่าทางธุรกิจของโนเกีย คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของมูลค่าทุกธุรกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เฮลซิงกิรวมกัน

             แน่นอนว่า สำหรับเบอร์ 1 แล้ว ย่อมมีคู่แข่งมากรายที่จับจ้องโอกาสที่จะถล่ม และแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดอยู่ทุกวินาที แต่สำหรับโนเกียอาจเรียกได้ว่า "โชคร้าย" ที่ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่แข็งแกร่งในเวลาไล่เลี่ยพร้อมกันถึง 2 ราย คือ ไอโฟน จากค่ายแอปเปิล และสมาร์ทโฟน จากค่ายซัมซุง

             "เครื่องมือ" ที่หน้าใหม่ (ในวงการมือถือ) อย่างแอปเปิล และราย(เคย)เล็ก อย่างซัมซุง ใช้เป็นอาวุธลับพิฆาตยักษ์มือถือเบอร์ 1 ของโลก ก็คือ ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการแบบเปิด "แอนดรอยด์" ซึ่งเป็นหัวใจในการทำงานของสมาร์ทโฟน ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่มีนักพัฒนาทั้งมือสมัครเล่น และมืออาชีพนำไปใส่ไว้ใน "แอพสโตร์" ให้เอาไปเล่นสนุกกันบนมือถือได้ฟรี หรือในราคาถูกมากๆ

             ปรากฏการณ์นี้ "ไม่ต่าง" ไปจากกรณีมือถือแบล็กเบอร์รี่ (บีบี) ที่เคยเป็นที่นิยมอย่างยิ่งของคนในประเทศบ้านเกิดอย่างแคนาดา และกระจายความนิยมไปทั่วโลก (รวมทั้งเมืองไทยเมื่อ 2-3 ปีก่อนหน้านี้) แต่ปัจจุบันค่อยๆ จางสีสันลงไป เพราะแม้แต่ในแคนาดาเอง ตัวเลขเมื่อสิ้นปีที่แล้ว เผยว่า ทำยอดขายได้เพียง 2.08 ล้านเครื่อง ขณะที่ไอโฟนทำยอดขายแซงหน้าไปที่ 2.85 ล้านเครื่อง

             กรณีศึกษาร่วมของยักษ์ใหญ่ที่ถูกเบอร์รองๆ กำลังวิ่งแซงหน้าเหล่านี้ก็คือ การยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ จนลืมคิดที่จะพัฒนาอะไรใหม่ๆ สร้างความแตกต่างและหลากลาย เพื่อให้ "ทางเลือก" แก่ผู้บริโภคที่ภักดีนั่นเอง...

.......................................
(คอลัมน์อินโนเทค : ยิ่งสูง ยิ่งหนาว โดย...คนชอบเล่า)