ไลฟ์สไตล์

รถใหม่ไฟต้องแรง

รถใหม่ไฟต้องแรง

22 เม.ย. 2555

มอเตอร์เวิลด์ : รถใหม่ไฟต้องแรง

                ในรายการออโต้ เซอร์วิส ทางเอฟเอ็ม 90.5 ผู้ฟังท่านหนึ่งถามไปว่า รถไฮบริดมีค่าดูแลบำรุงรักษามากกว่ารถใช้น้ำมันอย่างเดียวหรือเปล่า ผมตอบไปว่าระบบไฮบริดเป็นการทำงานด้วยไฟฟ้ามอเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆ ที่เป็นไฟฟ้าไม่น่าจะมีค่าการบำรุงรักษาที่เพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ ยกเว้นแต่แบตเตอรี่ที่แม้จะได้รับประกัน 5-10 ปี เมื่อหมดระยะรับประกันแล้วคงต้องเปลี่ยนกันอย่างเดียว แต่ราคาค่างวดคงไม่ใช่ถูกๆ น่าจะเป็นหลักแสน ถ้ายอมรับข้อจำกัดนี้ได้การใช้รถไฮบริดก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร วันนี้ก็เลยอยากจะพูดถึงเรื่องแบตเตอรี่สำหรับรถทั่วๆ ไปกันอีกสักครั้ง

                รถยนต์ในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นรถใหญ่หรือรถเล็กถูกผลิตขึ้นด้วยปรัชญาเพื่อการประหยัดเชื้อเพลิงและรักษาสภาพแวดล้อม ตัวช่วยที่ประกอบกันเป็นรถคันหนึ่งจึงต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องประมวลผลที่เราเรียกว่าคอมพิวเตอร์อุปกรณ์พวกนี้ต้องใช้กระแสไฟฟ้าเป็นกำลังในการทำงาน กระแสไฟฟ้าได้มาจากแบตเตอรี่ที่มีหน้าที่เก็บไฟไว้ใช้งานโดยมีไดชาร์จหรือระบบชาร์จไฟเป็นตัวสร้างกระแสไฟฟ้า ไดชาร์จทำงานด้วยเครื่องยนต์เมื่อเครื่องยนต์หมุน   แบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์สำคัญชิ้นหนึ่งในปัจจุบันจะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบเดิมๆ ที่ต้องคอยหมั่นตรวจเติมน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับที่ถูกต้อง และอีกแบบหนึ่งเป็นแบบที่อ้างว่าไม่ต้องตรวจเติมน้ำกลั่นหรือไม่ต้องการดูแลบำรุงรักษา (Maintenance free) ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะอย่างไรก็ตามการตรวจเติมน้ำกลั่นก็ยังจำเป็นที่จะต้องทำอยู่ตลอดเวลา

                สำหรับท่านที่ใช้แบตเตอรี่แบบนั้นอยู่ก็ต้องดูแลระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่อย่างเดิมครับ เพียงแต่อาจจะทอดเวลาให้นานขึ้นหน่อยเท่านั้นเอง การขับรถในสภาพจราจรที่แออัด ขับแล้วหยุดในระยะทางสั้นๆ ตลอดเวลาก็คือใช้เครื่องยนต์ที่รอบต่ำๆ ก็จะบั่นทอนอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ เพราะตามปกตินั้นไดชาร์จหรืออัลเทอร์เนเตอร์จะปั่นไฟเข้าไปเก็บในแบตเตอรี่ก็ด้วยรอบการทำงานของเครื่องที่รอบเดินเบาไปจนถึงไม่เกิน 2,500 รอบ เรียกว่ารอบน้อยก็ชาร์จออกมาน้อย รอบมากก็ชาร์จมาก แต่ถ้ารอบไต่เกินกว่า 2,500 รอบก็จะชาร์จได้สูงสุดเท่าที่จะมีกำลังปั่นไฟออกมาได้ หรือพูดอีกอย่างว่ารอบเกิน 2,500 รอบก็ชาร์จได้เท่าเดิม

                โดยเฉพาะในขณะนี้ ที่รถรุ่นใหม่ประเคนความสะดวกสบายและระบบความปลอดภัยที่เป็นระบบไฟฟ้าหรืออิเล็กทรอนิกส์เข้ามาในรถ กันเต็มที่ หลายยี่ห้อที่ระบบบังคับเลี้ยวที่ก่อนนี้ทำงานด้วยระบบกลไกมีการช่วยผ่อนแรงด้วยการใช้ไฮดรอลิกหรือแรงดันน้ำมันที่เรียกกันว่าพวงมาลัยเพาเวอร์ ก็เปลี่ยนมาเป็นพวงมาลัยที่ใช้ผ่อนแรงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (Electric power steering) แน่นอน จะต้องใช้กระแสไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นประสิทธิภาพของตัวสร้างกระแสไฟคือไดชาร์จก็ต้องเพิ่มมากขึ้นพร้อมๆ กับการเก็บกระแสไฟให้มีใช้งานได้ตลอดเวลาที่เป็นหน้าที่ของแบตเตอรี่ก็ต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น

                 รถติดขับด้วยเครื่องรอบต่ำๆ อุปกรณ์ในรถใช้พร้อมๆ กันเกือบหมดทุกระบบ ความสามารถที่แบตเตอรี่จะกักเก็บประจุไฟใว้ใช้งานก็น้อยลง ไม่ว่าจะเป็นรถใหม่รถเก่า และปัจจุบันรถที่ใช้งาน ส่วนใหญ่จะเป็นเกียร์ออโตเมติกกันทั้งนั้น โอกาสที่ไฟหมดหม้อแล้วจะเข็นให้รถติดเป็นไปไม่ได้เลย

                นอกจากการหมั่นดูแลรักษาแบตเตอรี่อย่างเป็นประจำแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีสายพ่วงแบตเตอรี่

                (Booster cables) ติดรถไว้สักคู่หนึ่ง สายพ่วงแบต นี่ก็สำคัญครับ ต้องเลือกขนาดที่เหมาะสมถูกต้อง ในบางประเทศเขาจะมีข้อกำหนดบังคับไว้เลยว่า ในรถเก๋งนั่งหรือรถที่ใช้แบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ จะต้องใช้สายที่มีขนาดหน้าตัดไม่ต่ำกว่า 25 ตารางมิลลิเมตร และถ้าเป็นรถที่ใช้ไฟมากกว่า 12 โวลต์ เช่นรถบรรทุกที่ใช้ไฟ 24 โวลต์ขนาดหน้าตัดของสายพ่วงแบตต้องมีพื้นที่หน้าตัดไม่ต่ำกว่า 70 มิลลิเมตร ครับ ถ้าเขาไม่แถมสายพ่วงแบตมาให้กับรถใหม่ก็หาเตรียมไว้สักคู่หนึ่ง หรือใครที่ใช้รถเก่าก็ดูที่ท้ายรถมีติดไว้บ้างไหม ถ้าไม่มีก็หาใส่รถไว้ เชื่อเถอะมีประโยชน์แน่

.......................
(มอเตอร์เวิลด์ : รถใหม่ไฟต้องแรง)