
เมียงม่านเมียนมาร์6:ราชธานีนี่นี้เป็นพยาน
เมียงม่าน...เมียนมาร์ : ตอนที่ 6- ราชธานีนี่นี้...เป็นพยาน โดย...เรื่อง :ยุวดี วัชรางกูร ภาพ : เอิบเปรม วัชรางกูร
สายจัดจ้านวันหนึ่ง ฉันกับนักโบราณคดีคู่ใจตะลอนมาไกลจากย่านธุรกิจแห่งกรุงมัณฑะเลย์ เราสลัดรถแท็กซี่ชั่วคราว เปลี่ยนมาใช้บริการเรือยนต์ ซึ่งจะพาเลาะลำน้ำสาขาแห่งหนึ่งของ แม่น้ำอิรวดี ไปสู่อดีต ราชธานีโบราณ ‘อังวะ’
...แม่เฒ่ายองๆ ซักผ้าตรงชานหน้าท่าเรืออย่างไม่สะทกสะท้านต่อเปลวแดด และสายตาของนักท่องเที่ยวผมทองผมดำทั้งปวง นั่นอาจเป็นความเคยชินไปแล้ว ไม่เพียงแม่เฒ่า แม้แต่สาวน้อยหนุ่มใหญ่ที่พักอาศัยอยู่ริมฝั่งอิรวดีต่างก็ดำเนินวิถีเช่นปกติ พวกเขาอาบน้ำในแม่น้ำ ผลัดผ้าริมฝั่ง โดยไม่สนใจเลนส์กล้องที่ซุ่มยิงระยะไกลของ ‘ตัวฤทธิ์’ ทั้งหลาย
เพียงแม่น้ำคั่น โลกยุ่งเหยิงทั้งใบพลันสงบเมื่อเราเหยียบย่างสู่ดินแดนอังวะ
ฝุ่นสีเพลิงฟุ้งตลบตามแรงเคลื่อนของผู้คนและฝูงม้า นี่คือท่าเรืออังวะซึ่งเป็นจุดให้บริการรถม้าสำหรับผู้มาเยือน โดยระบุอัตราค่าบริการเหมาชมโบราณสถานสำคัญ 4 แห่ง ได้แก่ พระเจดีย์ Yadana Sinme ต่อด้วยพระอารามไม้สักขนาดใหญ่ชื่อ Bagaya จุดที่สามคือหอคอยประจำพระราชวังโบราณ และจุดสุดท้ายที่วัด Maha Aung Mye Bonzan ราคา 5,000 จ๊าด ต่อคัน นั่งได้ 2 คน
สารถีนำชมอดีตราชธานีรัตนปุระ (อังวะได้ชื่อว่าเป็นมหานครแห่งอัญมณี) ของเรา เป็นผู้เฒ่าร่างผอมเกร็ง ฉันเดาว่าอายุท่านน่าจะเฉียด 90 ปี แต่ท่าทางตอนโหนตัวขึ้นประจำที่นั่งคล่องแคล่วและพลิ้วเหลือเชื่อ พ่อปู่ใจดียอมหยุดรถม้ายามที่ฉันสะกิดขอถ่ายรูปรายทาง แต่พอสะกิดเกิน 3 หน พ่อปู่เลยย้ำกติกาว่าแวะให้ชม 4 จุดเท่านั้น เพราะจะทำให้รอบบริการล่าช้ากว่ารถม้าคันอื่นๆ มากเกินไป
แหะ แหะ...ขออภัยค่ะ มันอดไม่ได้พอเห็นซากแนวกำแพงเมือง และคันดินโบราณ
คุณเอิบเปรม ถนัดอยู่แล้วกับอิฐหินผุพัง เขาถ่ายรูปทุกซอกมุมของวัดแห่งแรก ส่วนฉันสายตาซุกซน เหลือบไปเห็นคู่สามีฝรั่งสูงวัยคู่หนึ่ง สามียืนบังให้ภรรยายองๆ ฉี่อยู่ตรงมุมหนึ่งของวัดโบราณ อารมณ์แรกฉันเคืองแทนชาวพม่าที่นักท่องเที่ยวฝรั่งแสดงความหยามหมิ่นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ครั้นมองไปรอบๆ บริเวณที่มีแต่ทุ่งหญ้าแห้งๆ ไร้พุ่มไม้ใบบังแม้แต่ต้นเดียวก็อดเห็นใจป้าแหม่มไม่ได้...แกคงสุดกลั้นจริงๆ แถวนั้นไม่มีห้องน้ำให้บริการเสียด้วย
ฉันกลับมาดื่มด่ำกับ พระอารามไม้สัก ขนาดใหญ่ที่มีพระพุทธรูปสำคัญหลายองค์อยู่ภายใน ฝีมือการแกะสลักไม้ระดับราชสำนักเก่าทำให้เคลิบเคลิ้มสู่อดีตอันรุ่งโรจน์ราวพุทธศตวรรษที่ 19 (คริสตศตวรรษที่ 13)
หอคอยในพระราชวังโบราณทำให้เห็นภูมิประเทศริมแม่น้ำอิรวดีฝั่งตะวันออกได้ชัดขึ้น ทำเลที่ตั้งของเมืองเสมือนเกาะน้อยๆ ล้อมด้วยแม่น้ำและคลองขุด นักโบราณคดีส่วนตัวของฉันบอกว่าลักษณะแบบนี้เหมาะกับการเป็นเมืองที่คุมการปลูกข้าวและส่งออกพืชผลทางการเกษตรจากพุกาม
400 ปี แห่งความรุ่งโรจน์ของอังวะหลงเหลือเพียงเค้าลางแห่งวิถีเกษตรกรรมในปัจจุบัน
ฉันสวมวิญญาณอีเรียม จับจีบผ้าถุงให้เรียบร้อยก่อนนั่งจังก้าไปบนลอมฟางในหมู่บ้านใกล้ๆ วัดโบราณแห่งสุดท้ายที่แวะชม ปากก็ร้องหาไอ้ขวัญหงิงๆ...
พ่อปู่สารถีส่งยิ้มไม่มีฟันมาให้ แววตาระยับขัดกับรอยเส้นยุ่งเหยิงบนใบหน้า เป็นพยานความประทับใจต่อเมืองเก่าแก่ที่ยังมีชีวิตแห่งนี้
(ติดตามตอนต่อไปอาทิตย์หน้าที่...เมงกุน)
..............................
(เมียงม่าน...เมียนมาร์ : ตอนที่ 6- ราชธานีนี่นี้...เป็นพยาน โดย...เรื่อง :ยุวดี วัชรางกูร ภาพ : เอิบเปรม วัชรางกูร)



