
เลาะโขง @ นครพนม
ชวนเที่ยว : เลาะโขง @ นครพนม
แม่น้ำโขง หรือ แม่น้ำของ ตามที่ฝั่งประเทศลาวเรียกขาน หรือจะเป็นชื่อแม่น้ำหลานชางเจียง หรือแม่น้ำล้านช้าง เมื่อไหลผ่านจีนและพม่า แต่ก็คือแม่น้ำสายเดียวกัน ไหลจากเมือกเขาหิมาลัยต้นกำเนิด ไปสิ้นสุดที่เวียดนาม ด้วยระยะทาง 4,880 กม. แม่น้ำโขงมีตลิ่งที่สูงชันมากทั้งสองฝั่ง ไหลเลี้ยวเลาะไปตามไหล่เขา ยามฤดูฝนน้ำเต็มตลิ่ง กระแสน้ำเชี่ยวกราก แต่ในยามฤดูแล้งบางแห่งถึงกลับแห้ง เห็นเกาะแก่งน้อยใหญ่เรียงรายในลำน้ำ แถมข้างตลิ่งกลายเป็นหาดทรายสวย และแม่น้ำโขงยังเป็นเส้นแบ่งชายแดนไทย-ลาว อีกด้วย
ว่าแล้ว ก็ต้องไปเลียบเลาะโขงที่ จ.นครพนม ซะเลย เพราะเป็นจังหวัดที่มีชายแดนติดกับลำน้ำโขงยาวที่สุดแห่งหนึ่ง อยู่ตรงข้ามเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ของประเทศลาว ทำให้เป็นจังหวัดที่มีความคึกคักทั้งการไปมาหาสู่ และการติดต่อค้าขาย มาวันนี้ยิ่งคึกคักมากขึ้น เพราะการเดินทางไปมาหาสู่สะดวกขึ้นด้วยสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 ที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ และเปิดใช้อย่างเป็นทางการไปแล้ว เมื่อวันที่ 11-11-2011 เวลา 11.11 น. โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาทรงเป็นประธานเปิดสะพาน
สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 ฝั่งไทยอยู่ที่บ้านห้อม ต.อาจสามารถ อ.เมือง ฝั่งลาวอยู่ที่บ้านเวินใต้ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน จะเป็นอีกเส้นทางสำคัญของการพัฒนาชาติอาเซียน ตามแผนพัฒนาร่วมกัน โดยมีถนนเชื่อมต่อมาจาก ถนนชยางกูร หรือ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 ซึ่งเริ่มจากตัวเมืองอุบลราชธานี ผ่าน จ.อำนาจเจริญ ยโสธร มุกดาหาร นครพนม บึงกาฬ และไปสิ้นสุดที่ถนนมิตรภาพ บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว
ไปถึงนครพนมทั้งที ฉันเลยขอเที่ยวในแถบชายแดน หรือแนวขอบแม่น้ำโขงให้สมกับที่เดินทางไกลซะหน่อย จริงๆ ก็ไม่ได้ไกลมาก ถ้าเดินทางโดยเครื่องบิน มีนกแอร์เปิดเที่ยวบินวันละ 4 เที่ยว เป็นทางเลือกให้ ประหยัดเวลาไปได้มาก แต่ถ้าใครไม่อยากนั่งเครื่องบินก็มีรถทัวร์สบายๆ ข้ามคืนไปสว่างเช้าที่นครพนมให้ได้เที่ยวทั้งวันเหมือนกัน
ถ้าเทียบกับ จ.สกลนคร ที่อยู่ติดกัน ก็ต้องบอกว่า นครพนมคึกคักกว่าสกลนครทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ก็ยังเป็นเมืองธรรมะทั้งคู่ และมีวัดพระธาตุ ที่มีชื่อเสียงเช่นกัน นครพนมเป็นอีกจังหวัดที่มีบันทึกทางประวัติศาสตร์มาแต่โบราณกาล ในฐานะเมืองเก่าเคียงคู่กับอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ซึ่งในบันทึกระบุไว้ว่า เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงก่อนจะย้ายมาฝั่งขวา สลับไปมาอยู่หลายครั้ง ก่อนจะมาจบที่ฝั่งขวาในปัจจุบัน สมัยรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนชื่อเป็น "นครพนม" หมายถึง “เมืองแห่งภูเขา” จากสภาพพื้นที่ของเมืองและจากการที่เมืองนี้มีพระธาตุพนม นั่นเอง
มาถึงนครพนมก็พากันไปไหว้พระขอพร เอาฤกษ์เอาชัยที่ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองนครพนม 52 กม. วัดนี้เป็นที่เคารพสักการะของคนสองฝั่งโขง ซึ่งมี พระธาตุพนม อันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เป็นพระธาตุที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุ (กระดูกหน้าอก) ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนปีวอกด้วย ตัวพระธาตุเคยพังทลายลงมาทั้งองค์ครั้งหนึ่งเมื่อปี 2518 จากลมพายุพัดแรงติดต่อกันหลายวันบวกกับความเก่าแก่ขององค์พระธาตุ แต่ประชาชนก็ช่วยกันบริจาคทุน จนก่อสร้างองค์พระธาตุขึ้นใหม่ตามแบบเดิม
พวกเรานอกจากไหว้พระขอพรแล้ว แน่นอนว่ามุมต่างๆ ขององค์พระธาตุ และบริเวณวัดก็ไม่รอดสายตาที่มองผ่านเลนส์กล้องไปได้ เดินซอกนั้น ออกซอกนี้ จนพอใจถึงเวลากินข้าวเที่ยงนั่นแหละ ถึงเดินกลับไปที่รถตามนัดหมายกันได้
แวะกินข้าวที่ร้านอาหารริมแม่น้ำโขง ที่นี่มีมากมายหลายร้านให้เลือกกันเชียวล่ะ สำหรับคนไกลบ้านอย่างฉัน ถ้าไปกันเอง เห็นคนเข้าร้านไหนเยอะ สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าน่าจะอร่อย... ฮา
บ่ายนี้แหละที่ฉันจะได้ใช้เวลาเอื่อยๆ ในเรือพาลัดเลาะไปตามลำน้ำโขงซะหน่อย จริงๆ ฉันว่าถ้าเป็นยามเย็นน่าจะได้บรรยากาศโรแมนติกไม่น้อย เพราะกลางวันทั่วทั้งเมืองปกคลุมไปด้วยหมอกแดด ฟ้าใสๆ ที่คิดว่าจะได้เห็นก็ทำใจลืมไปได้เลย แถมริมตลิ่งหลายจุด โดยเฉพาะที่เห็นก็ติดขอบฝั่งไทยนี่แหละ กลายเป็นหาดทรายกว้างๆ อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้น
มาเลาะลำน้ำโขงทั้งที ก็ต้องอ้อยอิ่งไปกับสายน้ำ ถึงจะกลมกลืนกัน ที่นี่มีเรือให้บริการถ้าเหมาลำก็ตกรอบละ 1,000 บาท หรือเสียค่าบริการเป็นรายบุคคลก็รอบละ 40 บาท วันจันทร์-ศุกร์ และมีสองรอบตอนเย็น 17.00 และ 18.00 น. แต่ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะเพิ่มรอบ 13.30 น.และ 14.30 น.ขึ้นมาอีก 2 รอบ จุดขึ้นเรือก็อยู่ตรงตลาดอินโดจีนนั่นแหละ ผ่านลงบันไดพญานาคก็เจอกับตลิ่งสูงชัน ยิ่งในยามนี้ดูจะชันเป็นพิเศษ
เรือพาเลาะชายฝั่งไทย เห็นบ้านเรือนนครพนมที่ดูเรียบง่าย วัดวาอาราม ที่เรียงราย ตลอดแนวตลิ่ง อาทิ วัดพระอินทร์แปลง วัดมหาธาตุ วัดโพธิ์ศรี ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองนครพนม หอนาฬิกา จวนผู้ว่าราชการจังหวัดหลังเก่า กับวัดนักบุญอันนา ที่สร้างโดยช่างชาวเวียดนาม เมื่อปี 2469 ก่อนจะเบนหัวเรือ เลาะไปเลียบตลิ่งฝั่งลาวบ้าง
เลาะฝั่งลาวเห็นความแตกต่างค่อนข้างชัด ตรงที่เห็นทิวเขาสลับซับซ้อน บ้านเรือ และกระชังปลา รวมไปถึงสุสานทหารฝรั่งเศส ผ่านถึงด่านท่าแขกจะเห็นยอดพระธาตุน้อยของผู้ปกครองอาณานิคมชาวฝรั่งเศส โรงแรมเก่าแก่ของเมืองท่าแขก อาคารกาสิโนเก่า ตลาดเก่า ระหว่างทางยังเห็นเกาะกลางแม่น้ำที่ได้ยินเสียงไกด์ประจำเรือบอกว่า เมื่อก่อนก็เป็นดินแดนไทย แต่ปัจจุบันเป็นดินแดนของลาวไปแล้ว...น่าเสียดาย
ใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงก็ครบรอบกลับขึ้นฝั่งที่เดิม แวะดูตลาดอินโดจีนซะหน่อย ก่อนจะไปเอ้อระเหยที่บ้านคุณลุง !!
คุณลุงที่ว่านี้ ไม่ใช่คุณลุงธรรมดา ถ้าจะเอ่ยชื่อว่า ลุงโฮ หรือ อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ของเวียดนาม ท่านมาพักที่บ้านนี้ถึง 7 ปี ช่วงปี 2466-2474 ซึ่งบ้านนี้เป็นเพื่อนที่รู้จัก และแบ่งที่ดินให้สร้างบ้านพัก ใช้เป็นสถานที่ติดต่อ วางแผน ประสานงานการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยเวียดนาม อยู่ที่หมู่บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมือง ซึ่งตอนนี้กำลังจัดตั้งเป็นหมู่บ้านประวัติศาสตร์ ในบริเวณหมู่บ้านยังมีที่ฝังศพชาวเวียดนาม ชาวบ้านบางส่วนยังเป็นลูกครึ่งเวียดนามด้วย
ส่วนบ้านโฮจิมินห์ เป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ปัจจุบันจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่มีข้าวของเครื่องใช้ โต๊ะทำงาน รวมไปถึงรูปภาพสมัยยังมีชีวิตอยู่และทำงานกับผู้ร่วมอุดมการณ์
มีเวลาอีกนิดหน่อย ก่อนกินข้าวเย็น ฉันกับเพื่อนเดินกลับไปถนนเลียบแม่โขง มองหาบ้านหลังสีเหลืองมัสตาร์ด ที่ดูโดดเด่น ก็ที่นี่เป็นจวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมหลังเก่า ซึ่งปัจจุบันขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานและเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ รูปแบบของอาคารได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก ยุคล่าอาณานิคม แต่รูปแบบจะออกมาทางฝรั่งเศส เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น หลังคาทรงจั่ว มุงด้วยกระเบื้อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เคยเสด็จพระราชดำเนินมายัง จ.นครพนม และประทับที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดหลังนี้
โชคดีเจ้าหน้าที่ยังไม่กลับ ฉันเลยได้ขึ้นไปเยือนจวนผู้ว่าฯ เห็นรูปผู้ว่าฯ คนก่อนๆ ของนครพนมติดเรียงอยู่ข้างฝา มีห้องหนังสือเล็กๆ โต๊ะ ตู้ไม้แบบเก่า ฉันอ่านประวัติเลยได้ความว่า ช่วงสงครามอินโดจีนเคยมีการทิ้งระเบิดแต่ที่นี่ก็รอดมาได้ จนมาโดนปืนใหญ่ที่ยิงมาจากเมืองท่าแขกเสียหาย จนต้องปิดซ่อม
นครพนม...เพียงแค่ อ.เมือง ก็เหมือนได้เดินเข้าสู่ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของบ้านเมืองและวัฒนธรรมสองฝั่งโขง ก่อนที่อนาคตจะเชื่อมต่อเป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน ด้วยสะพานมิตรภาพไทย-ลาว
.......................................
(ชวนเที่ยว : เลาะโขง @ นครพนม)



