ไลฟ์สไตล์

สานฝันให้น้อง ฝึกลาครอสกับ'ปุ๊ก' ธนิกา

สานฝันให้น้อง ฝึกลาครอสกับ'ปุ๊ก' ธนิกา

21 เม.ย. 2555

ขอเวลานอก : สานฝันให้น้อง ฝึกลาครอสกับ 'ปุ๊ก' ธนิกา ปันยารชุน

             วิธีการสอนเมืองนอกกับเมืองไทยไม่เหมือนกันเลย ไทยจะสอนให้เด็กเป็นระบบระเบียบซึ่งต่างประเทศจะเน้นการแสดงออกทางความคิดเห็น พอเรากลับมาสอนเด็กไทย ต้องค่อยๆ สอนจากการตัดสินใจง่ายๆ ว่าจะยิงหรือจะส่งให้เพื่อนต่ออันนี้เป็นอะไรที่สอนยากมาก  ตอนแรกเด็กจะค้างไปเลย ทำอะไรไม่ถูก หยุดอยู่หน้าโกลแล้วหันมาถามว่า "พี่หนูจะทำอะไรต่อดี?

             กิจกรรมยามว่างใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่เอาไว้ทำแก้เหงา กลับกันถ้านำเวลาว่างไปช่วยเสริมสร้างคุณภาพให้สังคมได้แบบง่ายๆ เป็นเรื่องที่ประเสริฐ ยิ่งเราสร้างฝันให้เด็กๆ ด้วยการปูพื้นฐานจากกิจกรรมที่ดีแล้วล่ะก็ ในอนาคตผู้ใหญ่ดีๆ คงมีอยู่ในบ้านเมืองเต็มไปหมด ดังตัวอย่างการตกผลึกความคิดเพื่อสังคมตั้งแต่ยังเป็นเด็กด้วยการรักกีฬาจนโตมาเป็นกราฟฟิกดีไซน์สาวจากบราวน์ ยูนิเวอร์ซิตี้ สหรัฐอเมริกาอย่าง  "ปุ๊ก" ธนิกา ปันยารชุน ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของ กฤดิ ปันยารชุน และ สุภวรรณ ล่ำซำที่ออกตัวนำความถนัดมาทำความดีตั้งแต่ยังเป็นยังเจเนอเรชั่น ด้วยกิจกรรมสอนกีฬาโปรดหาเล่นยากอย่าง "ลาครอส" ให้เด็กๆ ชั้นประถมศึกษาย่านชุมชนแออัด จากความชอบส่วนตัวจึงกลายเป็นเรื่องประโยชน์ส่วนรวมเล็กๆ  ที่เจ้าตัวเชื่อมั่นว่าจะสร้างความมั่งคงให้อนาคตของชาติได้

             ช่วงเย็นบนพื้นที่สนามฟุตบอลเล็กๆ ในโรงเรียนวัดคลองเตยใน สาวปุ๊กใส่ชุดกีฬาสบายๆ คอยวิ่งแนะการเล่นให้เด็กๆ ก่อนเข้ามาต้อนรับพร้อมแนะนำถึงกีฬาสุดรักและเหล่าลูกศิษย์สุดเฮี้ยบ ทั้งเด็กเล็กเด็กโตให้เราได้รู้จัก ก่อนหยิบอุปกรณ์การเล่นครบครันทั้งแบบประยุกต์และอุปกรณ์จริง เช่น ไม้ หมวก ลูกยาง และลูกเทนนิส ที่สปอนเซอร์ใจดีจากอเมริกาส่งมาให้ใช้ฝึกกันแบบไม่มีกั๊ก ก่อนเจ้าตัวจะบอกที่มาอันเป็นการสานต่อกีฬาโปรดที่เล่นอยู่ในเมืองนอกมานานกว่าหลายสิบปีให้เป็นกิจกรรมดีๆ แก่เด็กไทยในวันนี้ว่า

             "ที่นี้เราทำเป็นโครงการเล็กๆ เกิดขึ้นจากไอเดียของน้องปีม (วรรษิษฐ์ จาติกวณิช)  ญาติสนิทที่เล่นกีฬาชนิดนี้เหมือนกัน คือพอเราเรียนจบกลับมาก็รู้ว่าไม่ค่อยมีการเล่นกีฬานี้ในเมืองไทย ที่สำคัญคือมีผู้หญิงเล่นน้อยมาก ซึ่งในอเมริกากับอังกฤษจะมีผู้หญิงเล่นอยู่เยอะพอสมควร  ในไทยจะมีแต่ผู้ชายเล่น จนปีมเขาเรียนจบมาอยู่ที่ไทยเราเลยนัดมาเล่นกันเองแบบสนุกๆ ก่อน น้องเขาก็บอกว่าอยากจะทำอะไรเกี่ยวกับลาครอสเพื่อช่วยเด็กไทยบ้าง เราเลยตกลงพากันมาสอนให้เด็กๆ ในโรงเรียนนี้ โดยได้คำแนะนำจากบริษัทล็อกซเลย์ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ โรงเรียนว่าให้มาเริ่มที่นี้ เพราะทางโรงเรียนกำลังต้องการให้เด็กทำกิจกรรมหลังเลิกเรียน ช่วงที่รอผู้ปกครองมารับประมาณ 5-6 โมงเย็นหลังเลิกงาน โดยปกติเด็กจะออกไปเล่นกันตามถนน เล่นเกมอินเทอร์เน็ตบ้าง เข้าแก๊งอะไรเต็มไปหมด จนกลายเป็นปัญหาสำคัญของที่นี่ เขาเลยต้องการหากิจกรรมเป็นประโยชน์ให้เด็กทำระหว่างรอ เราเลยเสนอกิจกรรมนี้กับทางโรงเรียนและก็ทำมาเรื่อยๆ ประมาณเกือบ 1 ปี ได้แล้ว " สาวปุ๊ก เล่าที่มาที่ไป

             ใน 1 อาทิตย์สาวปุ๊ก และญาติพี่น้องร่วมอุดมการณ์จะใช้เวลาหลังเลิกงานมาฝึกซ้อมให้น้องๆ  3 วัน ได้แก่ วันจันทร์ พุธ พฤหัสบดี ตอนบ่าย 3- 5 โมงเย็น เป็นประจำทุกอาทิตย์ เด็กๆ ที่นี้รู้งานกันดี เมื่อได้จับไม้ ก็จัดแจงแยกทีมแข่งขันกันเองอย่างอัตโนมัติ กฎกติกาก็เล่นคล้ายๆ ฟุตบอลและฮอกกี้ คือมีประมาณ 11 คนต่อทีม แล้วต้องยิงให้เข้าประตูให้ได้ แต่ประตูของลาครอสจะมีขนาดเล็กกว่า เด็กๆ เดินเกมด้วยการโยนลูกยางหากัน เลี้ยงลูกไปเรื่อยๆ โดยใช้ไม้ที่เป็นตาข่ายรับลูกไว้ หาจังหวะรับ ตัก และโยนเข้าโกล์ของแต่ละฝ่ายให้ได้ โดยมีผู้ฝึกคอยควบคุมบอกเทคนิคการเล่นอยู่ห่างๆ  ภาพความพร้อมแบบนี้ สาวปุ๊ก บอกว่ากว่าจะได้เห็นไม่ใช่ง่ายๆ ต้องเขี้ยวเข็นกันนานเลยทีเดียว

             เริ่มจากการเรียนวิธีจับไม้ ตักลูก กลิ้งลูก โยนรับ ฝึกคุมร่างกาย และฝึกวิธีที่จะทำงานด้วยกันเป็นทีม ครูฝึกสาวบอกว่าในสนามจริงผู้หญิงกับผู้ชายจะเล่นไม่เหมือนกัน ผู้ชายจะใช้เกราะปกป้องตัว ทั้งหน้า ไหล่ แขน  หมวกกันน็อก สามารถผลักกันได้ ส่วนของผู้หญิงจะไม่มีการผลัก ใช้การตีไม้ให้ลูกหล่นได้อย่างเดียว การแต่งกายก็ง่ายกว่าเพียงใส่แว่นตากันกระแทกเท่านั้น แต่คอร์สเล็กๆ ของที่นี่ สาวปุ๊กอยากให้เด็กหญิงชายเล่นด้วยกันได้จึงไม่อนุญาตให้ผลัก ให้ตีกัน พร้อมสร้างวินัยให้เด็กกว่า 38 คน ที่มาเรียนอยู่ ลงชื่อเล่นทุกครั้งเพื่อกระตุ้นให้ขยันซ้อม มีการแข่งขันกันอยากจริงจังเป็นระยะๆ และยังมีแพลนจะขยายการสอนไปโรงเรียนใกล้เคียงเพื่อเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันภายนอกอีกด้วย

             "ปุ๊กเรียนต่างประเทศมาตั้งแต่เด็กเลยเข้าใจว่าวิธีการสอนเมืองนอกกับเมืองไทยไม่เหมือนกันเลย ไทยจะสอนให้เด็กเป็นระบบระเบียบซึ่งต่างประเทศจะเน้นการแสดงออกทางความคิดเห็น พอเรากลับมาสอนเด็กไทย ต้องค่อยๆ สอนจากการตัดสินใจง่ายๆ ว่าจะยิงหรือจะส่งให้เพื่อนต่ออันนี้เป็นอะไรที่สอนยากมาก ตอนแรกเด็กจะค้างไปเลย ทำอะไรไม่ถูก หยุดอยู่หน้าโกล์แล้วหันมาถามว่า "พี่หนูจะทำอะไรต่อดี?" ตอนนั้นเราก็อึ้งเหมือนกันที่เด็กถามแบบนี้ เลยสอนเขาเป็นระบบก่อนว่าถ้าใครมากันต้องส่งให้คนอื่น ถ้าไม่มีใครมากันให้วิ่งบุกเข้าไป ช่วยให้เขามีวิธีคิดใหม่ มีความคิดเป็นของตัวเอง มั่นใจในตัวเองมากขึ้น จะคอยกระตุ้นเขาตลอดว่าหนูทำได้นะ จากนั้นเขาก็เริ่มตัดสินใจเองได้ ซึ่งเขาก็ทำได้เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมาได้ถึงขนาดนี้ ตอนนี้น้องๆ เข้าใจกันหมดสามารถตัดสินใจเป็นขั้นเป็นตอนได้เป็นเรื่องที่ภูมิใจมาก"

             จากการริเริ่มเล็กๆ ที่ไม่มีแพลนอะไรมากนอกจากการหากิจกรรมยามว่างให้นักเรียนไทยกลุ่มหนึ่ง ตอนนี้กลับกลายเป็นเรื่องสร้างสรรค์สังคมที่ยังต้องการอาสาสมัครใจดีมาช่วยกันฝึกสอนเด็กๆ ในย่านนี้อยู่อีกมาก พิสูจน์จากระยะเวลา 8 เดือนที่สามารถช่วยเด็กได้จริง ตามวลีที่ว่า "เสียเหงื่อให้กีฬาดีกว่าเสียน้ำตาให้ยาเสพติด" โดยสาวปุ๊กยินดีต้อนรับอาสาสมัครมาร่วมฝึกสอนหรือมาเรียนลาครอสกับเจ้าตัวก็ได้ เพื่อร่วมกันขยายกิจกรรมดีๆ ต่อชุมชนอื่นต่อไปในอนาคต

             "เราต้องเริ่มจากสิ่งเล็กๆ เพื่อช่วยเหลือประเทศชาติ ยิ่งได้เริ่มจากเด็กรุ่นใหม่ก่อนยิ่งดีถ้าเด็กรุ่นใหม่ทุกคนมีความคิดช่วยเหลือคนอื่น ประเทศก็จะแข็งแรง มีความสามัคคี ถ้ามัวแต่คิดแตกแยกกันจะพบความสงบสุขได้อย่างไร จะเป็นหญิง ชาย จน หรือรวยไม่สำคัญที่จะทำอะไรเพื่อสังคม แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ก็ถือว่าได้ช่วยเหลือประเทศแล้ว"

...........................
(ขอเวลานอก : สานฝันให้น้อง ฝึกลาครอสกับ 'ปุ๊ก' ธนิกา ปันยารชุน)